หน้าแรก กิจกรรมสมาคมฯ นักวิชาการจีนย้ำ “จีน-อาเซียน” ต้องเร่งเครื่องสร้างความร่วมมือเชิงลึก รับมือโลกผันผวน ชี้ความไม่แน่นอนภายนอกเป็นโอกาสทองเสริมแกร่งกลไกภูมิภาค

นักวิชาการจีนย้ำ “จีน-อาเซียน” ต้องเร่งเครื่องสร้างความร่วมมือเชิงลึก รับมือโลกผันผวน ชี้ความไม่แน่นอนภายนอกเป็นโอกาสทองเสริมแกร่งกลไกภูมิภาค

41

นักวิชาการจีนย้ำ “จีน-อาเซียน” ต้องเร่งเครื่องสร้างความร่วมมือเชิงลึก รับมือโลกผันผวน ชี้ความไม่แน่นอนภายนอกเป็นโอกาสทองเสริมแกร่งกลไกภูมิภาค

ปักกิ่ง – ศ.ดร.หยาง เยว่ รองผู้อำนวยการและนักวิจัยประจำสถาบันเอเชียศึกษา มหาวิทยาลัยกิจการต่างประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีน ออกโรงเตือน “จีน-อาเซียน” ให้เร่งยกระดับและเสริมสร้างกลไกความร่วมมือให้มีความแข็งแกร่งและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนและความท้าทายรอบด้านในเวทีโลกปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบจากนโยบายของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา

คำกล่าวของ ศ.ดร.หยาง เยว่ มีขึ้นในโอกาสการบรรยายพิเศษภายใต้หัวข้อ “การสร้างประชาคมจีน-อาเซียนที่มีอนาคตร่วมกันอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเวลา 14.00 น. ของวันที่ 28 เมษายน 2568 ณ กรุงปักกิ่ง การบรรยายครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาทักษะผู้สื่อข่าวและสื่อมวลชนไทย ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย และศูนย์การศึกษาและฝึกอบรม สำนักสารนิเทศต่างประเทศแห่งประเทศจีน (CICG) โดยมี ผศ.ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ ประธานหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน และที่ปรึกษาหลักสูตรผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย-จีน เป็นหัวหน้าคณะนำผู้เข้ารับการอบรมเข้าร่วมรับฟังการบรรยายนี้

ในการบรรยาย ศ.ดร.หยาง เยว่ ได้เริ่มต้นด้วยการเท้าความถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและมีมายาวนานระหว่างจีนและกลุ่มประเทศอาเซียน ก่อนจะเน้นย้ำถึงช่วงเวลาสำคัญของการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในปี 2553 ซึ่งเป็นผลมาจากการเปิดเขตการค้าเสรีระหว่างจีน-อาเซียน การเปิดตัวดังกล่าวได้ส่งผลกระทบเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งในระดับทวิภาคีระหว่างจีนกับแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียน และในระดับภูมิภาคโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของประเทศไทย ซึ่งแนวโน้มการค้าไทย-จีนก็สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางเดียวกัน อย่างไรก็ตาม นักวิชาการจากจีนได้ชี้ให้เห็นถึงสัญญาณของการชะลอตัวของการค้าในช่วงปี 2566-2567 ซึ่งมีปัจจัยหลายประการเข้ามาเกี่ยวข้อง อาทิ การแข็งค่าขึ้นของเงินหยวน ซึ่งส่งผลกระทบต่อมูลค่าการผลิต และแนวโน้มการลงทุนของจีนที่เริ่มหันกลับไปให้ความสำคัญกับการตั้งฐานการผลิตภายในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์

ศ.ดร.หยาง เยว่ ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นอย่างยิ่งในการร่วมกันสร้างประชาคมจีน-อาเซียนที่เข้มแข็ง เพื่อรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจและความมั่นคงที่กำลังเผชิญอยู่ในภูมิภาค โดยได้ชี้ให้เห็นถึงบทเรียนจากประวัติศาสตร์ว่า ความขัดแย้งครั้งใหญ่ในอดีตมักมีจุดเริ่มต้นจากการกีดกันทางการค้าและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ พร้อมทั้งเตือนว่า ความไม่แน่นอนที่เกิดจากนโยบายของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายการค้าในสมัยของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยิ่งเป็นปัจจัยเร่งให้จีนและอาเซียนต้องผนึกกำลังและร่วมมือกันอย่างแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว

นอกจากนี้ ศ.ดร.หยาง เยว่ ยังมองว่า สถานการณ์ความไม่แน่นอนดังกล่าว มิได้เป็นเพียงความท้าทาย หากแต่ยังเป็นโอกาสอันดีสำหรับจีน อาเซียน และบรรดาประเทศต่างๆ ในเอเชีย ในการร่วมกันสร้างกลไกความร่วมมือที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาแบบยั่งยืน (Sustainable Development Goals – SDGs) และการส่งเสริมการลงทุนในสาขาเศรษฐกิจใหม่ๆ ที่มีศักยภาพ เช่น สิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมสีเขียว เศรษฐกิจดิจิทัล และโทรคมนาคม ซึ่งนักวิชาการจีนเชื่อมั่นว่าจะเป็นเสาหลักสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาคในอนาคต

ในช่วงท้ายของการบรรยาย ได้เปิดเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง โดยมีการอภิปรายในหลากหลายประเด็นที่น่าสนใจ อาทิ ประเด็นเกี่ยวกับนโยบายฟรีวีซ่าระหว่างประเทศไทยและจีน ซึ่งได้รับทั้งมุมมองในด้านบวกที่คาดว่าจะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวและความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน และข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เช่น ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ โดยผู้บรรยายได้ย้ำว่า แม้ว่าอาจจะมีผลกระทบบางประการเกิดขึ้น แต่ความเข้าใจที่ลึกซึ้งและการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการฟื้นฟูความสัมพันธ์และส่งเสริมการเติบโตของการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในระยะยาว

ศ.ดร.หยาง เยว่ ยังได้ขยายความเกี่ยวกับแนวคิด “ประชาคมจีน-อาเซียนที่มีอนาคตร่วมกัน” ซึ่งเป็นแนวคิดที่เสนอโดยประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เมื่อปี 2556 ที่ประเทศรัสเซีย โดยแนวคิดนี้เน้นย้ำถึงความเชื่อมโยงและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประชาชนในแต่ละประเทศ และถือเป็นเป้าหมายสูงสุดประการหนึ่งในนโยบายการต่างประเทศของจีน ซึ่งแนวคิดดังกล่าวได้รับการตอบรับและความนิยมอย่างกว้างขวางในเวทีระหว่างประเทศ ดังจะเห็นได้จากการยอมรับของกลุ่มประเทศบริกส์ (BRICS) และองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO)

นักวิชาการจีนยังได้กล่าวว่า แนวคิดดังกล่าวได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่งดงามและหลากหลายตลอดระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมา โดยปัจจุบันมีกว่า 10 ประเทศที่จีนได้สร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน และจีนกำลังมุ่งมั่นที่จะขยายความร่วมมือจากระดับทวิภาคีไปสู่ระดับพหุภาคีมากยิ่งขึ้น

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งที่ ศ.ดร.หยาง เยว่ ได้กล่าวถึงคือ ระดับความไว้เนื้อเชื่อใจที่ประเทศไทยมีต่อประเทศจีนนั้นสูงถึง 73% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจทางการเมืองระหว่างสองประเทศ

ศ.ดร.หยาง เยว่ ยังได้ย้ำว่า จีนและอาเซียนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ของกันและกัน และได้บรรลุผลสำเร็จอันงดงามในด้านเศรษฐกิจและการค้า อีกทั้งยังเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกันมาอย่างยาวนาน การร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันและกันจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยมีตัวอย่างความร่วมมือที่ชัดเจน เช่น การช่วยเหลือกันในช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และการช่วยเหลือประเทศไทยในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปี 2540

นอกจากนี้ ศ.ดร.หยาง เยว่ ยังระบุว่า การหลีกเลี่ยงอคติและการเปิดใจรับฟังซึ่งกันและกัน เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างจีนและอาเซียนให้เติบโตอย่างยั่งยืน เนื่องจากแต่ละประเทศไม่ได้ดำรงอยู่โดยลำพังในโลกนี้ การเปิดกว้างและยอมรับความแตกต่างจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและสร้างสรรค์

ศ.ดร.หยาง เยว่ ยังได้อธิบายถึงแนวคิด “บ้าน 5 หลัง” (Five-Homes) ของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ซึ่งประกอบด้วย การสร้างบ้านที่สงบสุข การสร้างบ้านที่ปลอดภัย การสร้างบ้านที่มั่นคง การสร้างบ้านที่เจริญรุ่งเรือง และการสร้างบ้านที่สวยงามและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยได้อธิบายถึงความหมายและความสำคัญของแนวคิดประชาคมจีน-อาเซียนที่มีอนาคตร่วมกัน เหตุผลที่ต้องสร้างประชาคมดังกล่าวให้มีความใกล้ชิดยิ่งขึ้น และแนวทางในการบรรลุเป้าหมายนี้

ศ.ดร.หยาง เยว่ ยังได้กล่าวถึงความสำคัญอย่างยิ่งที่ประเทศจีนให้กับการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับกลุ่มประเทศอาเซียน โดยยกตัวอย่างจากการประชุมสภาแห่งชาติพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้กล่าวว่า การสร้างประชาคมกับประเทศเพื่อนบ้านคือการร่วมกันสร้างโลกแห่งอนาคต และได้ชื่นชมว่าความร่วมมือกับอาเซียนมีความสำคัญและประสบความสำเร็จอย่างมาก

ท้ายที่สุด ศ.ดร.หยาง เยว่ ได้ย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์วิกฤตการณ์ทางการเงินครั้งใหญ่ในเอเชียเมื่อปี 2540 หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ “วิกฤตต้มยำกุ้ง” ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญที่กระตุ้นให้จีนและอาเซียนหันมาร่วมมือกันอย่างจริงจัง และนำไปสู่การสร้างกลไกความร่วมมือต่างๆ เพื่อพัฒนาภูมิภาคไปสู่ความยั่งยืนในระยะยาว