(พ.ศ.๒๕๘๘) และความร่วมมือในด้านเทคโนโลยีอวกาศกับอาเซียนรวมทั้งประเทศไทย
ทั้งนี้ ด้วยความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีด้านอวกาศของจีนอย่างรวดเร็ว จากการที่จีนเป็นประเทศแรกของโลกซึ่งได้ส่งดาวเทียมควอนตัม (Quantum) ขึ้นสู่อวกาศ เพื่อทดลองการสร้างเครือข่ายการสื่อสารเชิงควอนตัม ซึ่งเป็นระบบเครือข่ายการสื่อสารที่รวดเร็วมากกว่าความเร็วเสียง และมีความปลอดภัยสูงสุดจากการโจรกรรมข้อมูลจากบรรดาแฮกเกอร์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลในการรับส่งข้อมูลที่เป็นความลับ เช่น การรับส่งข้อมูลต่างๆ ของหน่วยงานรัฐบาล ทหาร และอื่นๆ เป็นต้น ซึ่งปัจจุบัน จีนส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรมากกว่า ๒๐๐ ดวง ทั้งดาวเทียมสื่อสาร ดาวเทียมบอกพิกัด ดาวเทียมสำรวจข้อมูลระยะไกล และดาวเทียมวิทยาศาสตร์อวกาศ
สำหรับประเภทของเทคโนโลยีด้านอวกาศของจีน ประกอบด้วย
๑. จรวดสำหรับการส่งยานและดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศ (Space Rocket) จีนได้ผลิตจรวดสำหรับส่งยานและดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศ ที่มีชื่อเฉพาะว่า ฉางเจิง (Change Zheng / 长征) หรือ Long March โดยปัจจุบันมีการพัฒนาไปถึงฉางเจิง-๗ ซึ่งเป็นจรวดขนส่งขนาดกลาง ที่เป็นตัวหลักด้านการขนส่ง ทางอวกาศของจีน และจีนเป็นประเทศที่ ๓ ที่มีจรวดขนส่งที่มีเทคโนโลยีระดับสูงสุดยอด ต่อจากสหรัฐฯ และรัสเซีย
๒. ดาวเทียมสื่อสาร (Telecommunication Satellite)
๓. ดาวเทียมสำรวจโลก (Earth Observation Satellite) เพื่อการสำรวจทรัพยากรโลก
๔. ดาวเทียมระบบนำร่อง (Global Navigation System Satellite-GNSS) จะแตกต่างจากดาวเทียมอื่นๆ คือจะ ทำงานในลักษณะของหมู่ดาวเทียม (Constellation) เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายกำหนดพิกัด ภูมิศาสตร์ระหว่างกัน โดยจีนได้พัฒนาดาวเทียมประเภทนี้ในชื่อว่า เป๋ยโต่ว (Bei Dou / 北斗) ซึ่งรัฐบาลจีนตั้งเป้าไว้ว่าในปี ๒๐๒๐ (พ.ศ.๒๕๖๓) ระบบเป๋ยโต่วจะก้าวสู่ระดับโลกด้วยกลุ่มดาวเทียมนำร่องทั้งหมด ๓๗ ดวง ซึ่งเป็นหมู่ดาวเทียม GNSS ที่มีโครงข่ายจำนวนดาวเทียมนำร่องสูงที่สุดในโลก
๕. เทคโนโลยีอวกาศอื่นๆ เช่น สถานีอวกาศเทียนกง-๑ (Tian Gong I) ที่ได้หมดอายุตกลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิกไปแล้ว เป็นสถานีอวกาศแห่งแรกของจีนที่ใช้เป็นสถานที่ทดสอบพัฒนาขีดความสามารถการเชื่อมต่อและการเทียบท่าซึ่งจำเป็นสำหรับการสนับสนุนศูนย์อวกาศที่ใหญ่ขึ้น โดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ๙๒๑-๒ ที่มีเป้าหมายที่จะส่งสถานีอวกาศมีคนอยู่อาศัยขนาดเต็มกึ่งถาวรขึ้นสู่วงโคจรภายใน ๒๐๒๐ (พ.ศ.๒๕๖๓) เป็นต้น
นอกจากนี้ ในงาน China-ASEAN “Belt and Road” Space Information Corridor Cooperation Development Forum ที่จัดขึ้นเมื่อเดือน ก.ย.๖๑ ที่นครหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ถือเป็นเวทีสำคัญที่จีนกับอาเซียนจะได้ร่วมพัฒนาความร่วมมือระหว่างกันในด้านเทคโนโลยีอวกาศ ทั้งนี้ องค์กรอวกาศแห่งชาติจีน หรือ China National Space Administration (CNSA) กำลังเร่งผลักดันการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานและแพลตฟอร์มสาธารณะเพื่อการใช้ประโยชน์จากดาวเทียมและการพัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับดาวเทียม รวมทั้งเร่งพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศในการใช้ประโยชน์จากอวกาศอย่างสันติ และสร้างด้านภูมิสารสนเทศให้กับอาเซียน สำหรับประเทศไทย สถาบัน Aerospace Information Research Institute แห่งสภาวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีน (中国科学院空天信息研究院) ได้เริ่มดำเนินงานวิจัยด้านเทคโนโลยี GPS ที่มีความแม่นยำสูงในสภาพแวดล้อมที่มีความซับซ้อน เพื่อเสริมประสิทธิภาพการรับข้อมูลแบบ Real-time และยกมาตรฐานการบริหารจัดการด้านการคมนาคมอัจฉริยะในกรุงเทพฯ นอกจากนี้ จีนได้ร่วมกับไทยในการจัดตั้งสถานีรับส่งสัญญาณดาวเทียมเป่ยโต้ว โดยไทยเป็นประเทศรายแรกที่ลงนามข้อตกลงการติดตั้งระบบดาวเทียมบอกพิกัดเป่ยโต้วของจีนมาตั้งแต่เมื่อปลายเดือน ต.ค.๕๖ และการจัดตั้ง “เมืองวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีดาวเทียมเป่ยโต้วจีน-อาเซียน” (China-ASEAN Beidou Science and Technology City / 中国-东盟北斗科技城) ในประเทศไทย
ดังนั้น การกระชับความร่วมมือกับจีนในด้านเทคโนโลยีอวกาศ โดยเฉพาะด้านภูมิสารสนเทศจะช่วยสนับสนุนต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม ของประเทศไทย โดยเฉพาะการที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมที่มีกลไกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต หรือที่เรียกว่า New Engine of Growth ของประเทศ
ประมวลโดย พลโท ไชยสิทธิ์ ตันตยกุล
( ข้อมูลจากเว็บไซต์ https://www.space.com/42676-china-moon-far-side-chang-e-4-mission-pictures.html และเว็บไซต์ https://www.ndtv.com/world-news/chang-e-4-long-march-3b-china-launches-rover-to-make-first-landing-on-far-side-of-the-moon-1959514 )














