หน้าแรก กิจกรรมสมาคมฯ มทร.ตะวันออก จับมือสมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีน เปิดมิติใหม่ความร่วมมือทางการศึกษา พัฒนาผู้บริหารยุคใหม่ เชื่อมเครือข่ายธุรกิจไทย–จีน

มทร.ตะวันออก จับมือสมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีน เปิดมิติใหม่ความร่วมมือทางการศึกษา พัฒนาผู้บริหารยุคใหม่ เชื่อมเครือข่ายธุรกิจไทย–จีน

2

มทร.ตะวันออก จับมือสมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีน เปิดมิติใหม่ความร่วมมือทางการศึกษา พัฒนาผู้บริหารยุคใหม่ เชื่อมเครือข่ายธุรกิจไทย–จีน

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก และสมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีน ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) เพื่อส่งเสริมการพัฒนาการศึกษา การวิจัย นวัตกรรม การบริการวิชาการ และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางการศึกษาในระยะยาว โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ฤกษ์ชัย ฟูประทีปศิริ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.กำพล มหานุกูล นายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีน เป็นผู้ลงนาม โดย ดร.ชลชญา คงสมมาตย์ ผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันนวัตกรรมการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต และ ดร.สืบพงศ์ ปราบใหญ่ ที่ปรึกษานายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีน ร่วมลงนามเป็นพยาน เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ กรุงเทพฯ

รองศาสตราจารย์ ดร.ฤกษ์ชัย ฟูประทีปศิริ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นอีกก้าวสำคัญของมหาวิทยาลัยในการขยายเครือข่ายทางวิชาการและเชื่อมโยงการศึกษากับภาคธุรกิจและองค์กรระหว่างประเทศ โดยมหาวิทยาลัยมีความพร้อมทั้งด้านบุคลากรทางวิชาการ การจัดการศึกษา งานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม

“มหาวิทยาลัยในยุคปัจจุบันต้องก้าวข้ามบทบาทการผลิตบัณฑิตเพียงอย่างเดียว ไปสู่การเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่สามารถนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาตอบโจทย์ความต้องการของภาคธุรกิจและสังคมได้อย่างแท้จริง”

อธิการบดีกล่าวว่า หนึ่งในแนวทางที่มหาวิทยาลัยประสงค์จะผลักดันภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ คือ การพัฒนาหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาในรูปแบบโครงการพิเศษ โดยเฉพาะหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (Master of Business Administration: MBA) ด้านการจัดการ ซึ่งมีเป้าหมายพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เหมาะสำหรับผู้บริหาร นักธุรกิจ ผู้ประกอบการ และบุคลากรวัยทำงาน โดยมีแนวคิดให้สามารถสำเร็จการศึกษาได้ภายใน 1 ปี ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามโครงสร้างหลักสูตรและมาตรฐานการศึกษาที่เกี่ยวข้อง

“เราไม่ได้ต้องการเพียงเปิดหลักสูตรใหม่ แต่ต้องการสร้างโอกาสให้ผู้บริหารและผู้ประกอบการสามารถนำประสบการณ์จากการทำงานจริงมาผสมผสานกับองค์ความรู้ทางวิชาการ เพื่อพัฒนาศักยภาพในการบริหารองค์กรให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลก”

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.กำพล มหานุกูล นายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีน กล่าวว่า สมาคมเล็งเห็นถึงความสำคัญของการขยายบทบาทจากการเป็นเครือข่ายด้านสื่อสารมวลชน ไปสู่การเป็นกลไกเชื่อมโยงองค์ความรู้ บุคลากร และโอกาสทางการศึกษาระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน

“บทบาทของสื่อในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการนำเสนอข่าวสาร แต่ยังสามารถเป็นสะพานเชื่อมโยงผู้คน องค์กร และองค์ความรู้ระหว่างประเทศได้ เราจึงต้องการนำศักยภาพและเครือข่ายของสมาคมมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาคนไทย”

นายกสมาคมกล่าวเพิ่มเติมว่า การเลือกสร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก เกิดจากการมองเห็นศักยภาพด้านการจัดการศึกษา เทคโนโลยี งานวิจัย และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งสามารถผสานกับเครือข่ายด้านการสื่อสารและความร่วมมือไทย–จีนของสมาคมได้อย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ สมาคมพร้อมสนับสนุนการประสานเครือข่ายผู้บริหาร นักธุรกิจ ผู้ประกอบการ และบุคลากรในภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงหลักสูตรการศึกษา การฝึกอบรม การสัมมนา และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ รวมถึงการต่อยอดความร่วมมือด้านการศึกษาและธุรกิจระหว่างไทยกับจีนในอนาคต

“เราต้องการให้ MOU ฉบับนี้เป็นมากกว่าเอกสารความร่วมมือ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างโอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม”

ขณะที่ ดร.สืบพงศ์ ปราบใหญ่ ที่ปรึกษานายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีน กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้มีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ เพราะเป็นการเชื่อมโยงศักยภาพของมหาวิทยาลัยกับเครือข่ายภาคธุรกิจและความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อสร้างระบบการเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริหารและกำลังคนในอนาคต

“ความท้าทายของการศึกษาในวันนี้ ไม่ใช่เพียงการสร้างคนให้มีความรู้ แต่ต้องสร้างคนให้สามารถนำความรู้ไปใช้ได้จริง โดยเฉพาะผู้บริหารและผู้ประกอบการที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และการแข่งขันทางธุรกิจ”

ดร.สืบพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวคิดการพัฒนาหลักสูตร MBA โครงการพิเศษ ระยะเวลา 1 ปี นับเป็นหนึ่งในโอกาสสำคัญของความร่วมมือ หากสามารถพัฒนารูปแบบการศึกษาที่มีความยืดหยุ่น ควบคู่กับการรักษามาตรฐานทางวิชาการ โดยเน้นการบริหารจัดการสมัยใหม่ ภาวะผู้นำ การคิดเชิงกลยุทธ์ เทคโนโลยีดิจิทัล และการบริหารธุรกิจในบริบทไทย–จีน

นอกจากนี้ ยังสามารถต่อยอดสู่หลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้นสำหรับผู้บริหาร การศึกษาดูงาน การแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับภาคธุรกิจ และการพัฒนาโครงการวิชาการร่วมกัน โดยนำเครือข่ายของสมาคมเข้ามาสนับสนุนการสร้างโอกาสการเรียนรู้

“ผมมองว่า ความสำเร็จของ MOU ไม่ควรวัดจากจำนวนพิธีลงนาม แต่ควรวัดจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นจำนวนผู้ได้รับโอกาสทางการศึกษา หลักสูตรที่พัฒนาขึ้น บุคลากรที่ได้รับการยกระดับศักยภาพ หรือความร่วมมือที่สามารถสร้างคุณค่าให้แก่สังคมและประเทศ”

ดร.สืบพงศ์ กล่าวด้วยว่า ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับองค์กรที่มีเครือข่ายระหว่างประเทศ จะช่วยเปิดพื้นที่ใหม่ในการพัฒนาการศึกษาที่เชื่อมโยงกับโลกการทำงาน และเป็นกลไกหนึ่งในการสร้างบุคลากรที่มีความเข้าใจทั้งด้านวิชาการ การบริหารจัดการ และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

สำหรับบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการฉบับนี้ มีระยะเวลา 5 ปี โดยครอบคลุมการพัฒนาคุณภาพบัณฑิต การวิจัยและนวัตกรรม การบริการวิชาการ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การขยายโอกาสทางการศึกษา และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระยะยาว เพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาและส่งเสริมความร่วมมือในระดับนานาชาติ

ทั้งสององค์กรมีเป้าหมายร่วมกันที่จะนำจุดแข็งด้านวิชาการและเครือข่ายความร่วมมือไทย–จีน มาต่อยอดสู่กิจกรรมและโครงการที่สามารถสร้างประโยชน์แก่ผู้เรียน ผู้บริหาร ผู้ประกอบการ และสังคมในระยะยาว ความร่วมมือครั้งนี้จึงนับเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการเชื่อมโยง “การศึกษา–เทคโนโลยี–ภาคธุรกิจ–เครือข่ายไทย–จีน” เพื่อร่วมกันพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสร้างโอกาสใหม่สำหรับอนาคตของประเทศไทย