หลักสูตร บทจ.รุ่น 1 จัดบรรยาย “การบริหารระบบเศรษฐกิจ” โดย ศ.ดร.สุชาติ ธาดาดำรงเวช อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
เมื่อวันศุกร์ที่ 9 สิงหาคม 2567 ที่ผ่านมา ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาดำรงเวช นักเศรษฐศาสตร์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้ให้เกียรติบรรยายในหัวข้อ “การบริหารระบบเศรษฐกิจ” แก่ผู้เรียนในหลักสูตร”ผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน” หรือ บทจ. รุ่น1 ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน ภายใต้ความร่วมมือจากหอการค้าไทย-จีน และสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย ณ รร.ดิเอมเมอรัลด์ รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ โดยมีรายการ จับจ้องมองจีน และ China Media Group ของจีน เป็นผู้ร่วมสนับสนุน

ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ชี้ให้เห็นถึงการบริหารระบบเศรษฐกิจ โดยใช้ทฤษฎีบ่อปลา เปรียบเหมือนการดูแลปริมาณน้ำในบ่อปลา ปลาแต่ละตัวคือองค์กรธุรกิจหรือประชาชน มีหน้าที่บริหารและดูแลตัวเอง แต่การบริหารระบบเศรษฐกิจนั้น ไม่เหมือนกับการบริหารธุรกิจ เพียงรัฐบาลดูแลน้ำในบ่อให้เต็มที่เพียงพอ ไม่ให้ล้นบ่อ เพื่อให้ปลาสามารถเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ที่สุด ซึ่งเป็นทฤษฎีหนึ่ง ในวิชาเศรษฐศาสตร์มหภาค (Macroeconomics) การบริหารระบบเศรษฐกิจเหมือนการบริหารน้ำในบ่อปลา มีทางเข้า-ออกของน้ำในบ่อ 3 ทาง คือ นโยบายการคลัง(Fiscal Policy) นโยบายการเงิน ( Monetary Policy) และนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate Policy) โดยนโยบายการคลัง (Fiscal Policy) จะมีผลต่ออัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจน้อยที่สุด เพราะรัฐบาลต้องไปดูดปริมาณเงินออกจากระบบเศรษฐกิจด้วยการเก็บภาษี แล้วใส่กลับเข้าไปด้วยการใช้จ่ายของรัฐบาลหรืออาจไปกู้ยืมเงินมาใช้จ่ายก่อน แล้วเก็บภาษีคืนในอนาคต หากรัฐบาลมีปัญหาคอรัปชั่น การใช้จ่ายไม่มีประสิทธิภาพ ก็จะยิ่งมีผลต่อระบบเศรษฐกิจน้อยลงไปอีก จนบางครั้งการลดรายจ่ายรัฐบาล แล้วลดภาษีในจำนวนเท่ากัน อาจมีผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่า เพราะเงินภาษีที่ลดให้ประชาชนนั้น จะอยู่ในมือเจ้าของเงินผู้หารายได้ ซึ่งเขาจะใช้เงินของเขาเองอย่างมีประสิทธิภาพตรงเป้าหมายมากที่สุด ซึ่งจะทำให้ระบบเศรษฐกิจเจริญเติบโตได้สูงกว่าการที่รัฐบาลนำเงินของเขาไปใช้จ่ายอย่างไม่ระมัดระวัง

ด้านนโยบายการเงิน ( Monetary Policy) จะมีผลต่อระบบเศรษฐกิจมากกว่านโยบายการคลัง มีขนาดครอบคลุมมากกว่า โดยรัฐไม่สร้างหนี้เพิ่มขึ้นและมีต้นทุนของนโยบายต่ำกว่ามาก ในความเป็นจริง รัฐบาลจะขยายนโยบายการเงินผ่านกิจกรรมของรัฐบาล ที่เรียกว่านโยบายการคลังสนับสนุนโดยการขยายปริมาณเงิน มาตรการนี้ดูเหมือนรัฐบาลจะก่อหนี้กับธนาคารกลาง อย่างไรก็ตาม หนี้อันนี้ไม่ใช่หนี้ที่แท้จริงทั้งหมด เนื่องจากอัตราการเจริญเติบโตของ GDP ก็สูงขึ้นเช่นกัน
ส่วนนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate Policy) เป็นนโยบายที่มีผลมากที่สุดต่อความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ นโยบายนี้ไม่สร้างหนี้เพิ่มขึ้น เพราะเป็นกลไกราคา หากรัฐบาลกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนในระดับเหมาะสม ไม่แข็งเกินไปประเทศก็สามารถขายสินค้าและบริการในรูปเงินตราต่างประเทศในราคาที่แข่งขันและขายได้จำนวนมาก เมื่อแลกเป็นเงินในประเทศก็จะได้จำนวนเงินมากขึ้นด้วย หากค่าเงินของเราถูกลง จะทำให้ค่าแรงงานแพงขึ้น มีกำไรเพิ่มขึ้น ประเทศเจริญเติบโตมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ประชาชนเกือบทุกคนมีรายได้และฐานะดีขึ้น.
















