เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ถนนเทียมร่วมมิตร กรุงเทพฯ ได้มีการจัดการแสดงรอบพิเศษจากสำนักศิลปะการต่อสู้เส้าหลิน ซึ่งเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างกรมวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวมณฑลเหอหนาน ร่วมกับศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพฯ และสมาคมการค้าและอุตสาหกรรมไทย-จีน การจัดงานในครั้งนี้มีขึ้นเพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนและราชอาณาจักรไทย

ในช่วงการเปิดงาน กรมส่งเสริมวัฒนธรรมยังได้เตรียมการแสดงชุด “ยกเชิดกระบวนไทย” จากสมาคมกีฬามวยไทยพระเจ้าเสือและทีมศรศิลป์จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นการนำมวยไทยและการต่อสู้ด้วยศิลปะมวยไทยมาร่วมกับการแสดงหนังใหญ่และโขน สร้างสรรค์การแสดงที่ผสมผสานวัฒนธรรมได้อย่างลงตัวได้ โดยเฉพาะการแสดง “คีตศิลป์มวยไทย” จากศรศิลป์นาฏมวยไทย ซึ่งสร้างความประทับใจและเรียกเสียงปรบมือชื่นชมจากผู้ชมทั้งชาวจีนและชาวไทยอย่างกึกก้อง จากนั้นได้มีการกล่าวสุนทรพจน์โดยบุคคลสำคัญ ได้แก่ นายหยาง เสี่ยวหลง ที่ปรึกษาฝ่ายวัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย, นางสาวลิปิการ์ กำลังชัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม, และนายพินิจ จารุสมบัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี, รองประธานสมาพันธ์ขงจื้อนานาชาติ และประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีนและส่งเสริมความสัมพันธ์ ทั้งสามท่านได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ

ภายในงานได้รับเกียรติจากบุคคลสำคัญหลายท่านที่มาร่วมงาน อาทิ นายหลิน เหว่ย ประธานสมาคมการค้าและอุตสาหกรรมไทย-จีน, นางจรรย์สมร วัธนเวคิน ประธานที่ปรึกษา บริษัท น้ำตาลและอ้อยตะวันออก จำกัด (มหาชน), นางณัฐภา บุญงาม ผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย, ผู้บริหารจากสมาคมกีฬามวยไทยพระเจ้าเสือ, คณะนักแสดงจากทีมศรศิลป์จังหวัดราชบุรี, รศ.ดร.หาน เซิ่งหลง ผู้อำนวยการสถาบันขงจื่อแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, อาจารย์เอกรัตน์ จันทร์รัฐิติกาล ผู้อำนวยการสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเลฝ่ายไทย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์, อาจารย์กอบกิจ ประดิษฐผลพานิช Head of Academic Group มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์, ผศ. ดร.ฟ้าใส สามารถ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ รวมถึงสื่อมวลชนและแขกผู้มีเกียรติอีกเป็นจำนวนมาก ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพมหานคร
กิจกรรมในครั้งนี้เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้เรียนรู้ถึงต้นกำเนิดของศิลปะการต่อสู้เส้าหลิน ซึ่งมีรากฐานมาจากวัดเส้าหลิน เมืองซงซาน มณฑลเหอหนาน ประเทศจีน นับเป็นหนึ่งในตัวแทนสำคัญของศิลปะการต่อสู้จีนโบราณที่มีอิทธิพลระดับโลกมากที่สุด การแสดงนี้ได้นำเสนอแก่นแท้ของศิลปะการต่อสู้เส้าหลิน เผยแพร่จิตวิญญาณแห่งศิลปะการต่อสู้ของจีน และแสดงให้เห็นถึงเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมดั้งเดิมอันยอดเยี่ยมของจีน
หลังจากนั้นจึงเป็นช่วงของการแสดงอันตระการตา โดยทีมนักแสดงศิลปะการต่อสู้มืออาชีพจากสำนักศิลปะการต่อสู้เส้าหลิน มณฑลเหอหนาน ประเทศจีน ได้จัดการแสดงรอบพิเศษที่ประเทศไทย เพื่อนำเสนอแก่นแท้ของศิลปะการต่อสู้เส้าหลิน เผยแพร่จิตวิญญาณแห่งศิลปะการต่อสู้ของจีน และแสดงให้เห็นถึงเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมดั้งเดิมอันยอดเยี่ยมของจีน กิจกรรมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและศิลปะ การเรียนรู้ร่วมกันระหว่างไทย-จีน และเพื่อเพิ่มพูนความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกันระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพฯ
ศิลปะการต่อสู้เส้าหลินมีต้นกำเนิดจากวัดเส้าหลิน มณฑลเหอหนาน ประเทศจีน มีประวัติศาสตร์อันยาวนานและเปี่ยมไปด้วยพลัง ถือเป็นหนึ่งในตัวแทนที่สำคัญของศิลปะการต่อสู้แบบจีนโบราณ ในฐานะสำนักศิลปะการต่อสู้ของจีนที่มีอิทธิพลระดับโลกมากที่สุด ศิลปะการต่อสู้เส้าหลินได้แผ่ขยายไปทั่วโลกและครอบคลุม 5 ทวีป กลายเป็นผู้สืบทอดทางวัฒนธรรมที่สำคัญในการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความหลากหลายทางวัฒนธรรมของโลก และส่งเสริมความสามัคคีของผู้คนจากทุกประเทศ วัดเส้าหลิน หรือ สำนักเส้าหลิน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเทือกเขาซงซาน หนึ่งในจำนวนห้ายอดเขาอันศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของชาวจีน เป็นเทือกเขาที่มีชื่อเสียงมากที่สุดทั้งในด้านของประวัติศาสตร์และในแวดวงยุทธภพ ประกอบด้วยยอดเขาน้อยใหญ่จำนวน 72 ยอด บริเวณรอบ ๆ วัดเส้าหลินเป็นพื้นที่โล่งกว้าง ใช้สำหรับฝึกวิทยายุทธของหลวงจีน รายล้อมด้วยป่าเจดีย์หรือถ่าหลิน ซึ่งเป็นสุสานของอดีตเจ้าอาวาสและหลวงจีน ซึ่งมีมาตั้งแต่ในยุคสมัยของราชวงศ์ถัง
วัดเส้าหลินมีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดในประเทศจีนและในต่างประเทศ ได้รับการกล่าวขานในเรื่องของกระบวนท่าวิทยายุทธ เพลงหมัดมวย พลังลมปราณและกังฟูเส้าหลินเป็นอย่างมาก เป็นแหล่งวิชาการต่อสู้และศิลปะการป้องกันตัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจีน ปรากฏชื่อในนิยายกำลังภายในหลายต่อหลายเรื่อง ซึ่งล้วนแต่กล่าวถึงวิชาเพลงหมัดมวย พลังลมปราณและกังฟูเส้าหลินอยู่เสมอ โดยเฉพาะนิยายกำลังภายในของกิมย้ง เช่น มังกรหยก, จอมใจจอมยุทธ์, จิ้งจอกภูเขาหิมะ เป็นต้น ปัจจุบันมีหลวงจีนที่บวชเพื่อศึกษาธรรมะและกังฟูจำนวน 180 รูป วัดเส้าหลินยังเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งหนึ่งในประเทศจีนที่ได้รับการพิจารณาให้เป็นแหล่งมรดกโลกเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2553 ร่วมกับโบราณสถานอีก 5 แห่ง













