สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน จัดบรรยายหลักสูตร บทจ. รุ่น 3 ดึงผู้เชี่ยวชาญกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ติวเข้มเอกชนไทย ปรับกลยุทธ์เจาะตลาดจีน ย้ำสิ้นสุดยุค ‘แข่งราคาถูก’ สู่มาตรฐานเขียวและนวัตกรรมรับมือวิกฤตพลังงานโลก
สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน โดยสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน ร่วมกับศูนย์เอเชียแอฟริกา China Media Group (CMG) และหอการค้าไทย-จีน ภายใต้การสนับสนุนของสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย จัดการบรรยายพิเศษหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน (บทจ.) รุ่นที่ 3 โดย ดร.เกษสุรีย์ วิจารณกรณ์ นักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ในหัวข้อ “การค้าไทย-จีน ในภาวะวิกฤตพลังงาน” โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และสื่อมวลชนชั้นนำเข้าร่วมรับฟัง เพื่อเตรียมความพร้อมและปรับทิศทางการค้าการลงทุนให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและนโยบายใหม่ของจีน เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 ณ โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ กรุงเทพฯ

ดร.เกษสุรีย์ วิจารณกรณ์ วิทยากรบรรยายพิเศษ เปิดเผยถึงภาพรวมเศรษฐกิจโลกว่า กำลังเปลี่ยนผ่านจากการมุ่งเน้น “การขยายตัวทางเศรษฐกิจ” ไปสู่การสร้าง “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ (Economic Security)” และความยืดหยุ่นในห่วงโซ่อุปทาน (Resilience) ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งราคาพลังงานที่ผันผวนได้ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังต้นทุนการผลิต อัตราเงินเฟ้อ และค่าระวางขนส่งทั่วโลก ส่งผลให้กติกาการค้าโลกในปัจจุบันเปลี่ยนผ่านจากโมเดล “ต้นทุนต่ำที่สุด (Lowest Cost)” ไปสู่การวัดขีดความสามารถด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและความยั่งยืน
ขณะเดียวกัน ทิศทางเศรษฐกิจและนโยบายของจีนภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 ได้เปลี่ยนผ่านสู่โมเดล “การเติบโตเชิงคุณภาพ (High-quality Development)” ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม เทคโนโลยี และการขับเคลื่อนกำลังผลิตคุณภาพใหม่ (New Quality Productive Forces) ตลอดจนยุทธศาสตร์วงจรคู่ขนาน (Dual Circulation) นอกจากนี้ พฤติกรรมผู้บริโภคชาวจีนในปัจจุบันให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับ 3 ด้านหลัก ได้แก่ สุขภาพเชิงป้องกัน (Health & Wellness) การบริโภคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและคาร์บอนต่ำ (Green Consumption) และวิถีชีวิตดิจิทัล (Digital Ecosystem) ผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและโซเชียลมีเดีย
สำหรับทิศทางการค้าไทย-จีน จีนยังคงครองตำแหน่งคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทยยังคงเป็นกลุ่มผลไม้สดและแปรรูป คอมพิวเตอร์ และผลิตภัณฑ์ยาง อย่างไรก็ตาม ภาวะวิกฤตพลังงานทำให้สินค้าไทยเผชิญความท้าทายด้านต้นทุนและการแข่งขันที่สูงขึ้น ดร.เกษสุรีย์ จึงได้เสนอแนะแนวทางปรับตัวสำหรับผู้ประกอบการไทย โดยต้องเร่งเปลี่ยนวิกฤตต้นทุนเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน พร้อมยึดมาตรฐานสีเขียวและคาร์บอนฟุตพริ้นท์เป็นใบเบิกทางเข้าสู่ตลาด ขณะเดียวกันต้องยกระดับคุณภาพสินค้าให้ตอบโจทย์สุขภาพและความปลอดภัย รุกทำตลาดผ่านระบบนิเวศดิจิทัลทั้ง E-Commerce และ Social Commerce ตลอดจนเชื่อมโยงไทยเป็นศูนย์กลางยุทธศาสตร์ในห่วงโซ่อุปทานภูมิภาคผ่านกรอบ RCEP และ FTA รวมถึงการดึงจุดเด่นของ Soft Power ไทย ทั้งด้านอาหาร สมุนไพรความงาม และบริการสุขภาพ มาสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อก้าวข้ามสงครามราคา
ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) พร้อมเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการไทยอย่างรอบด้าน ผ่านเครือข่ายสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) 8 แห่งในจีน ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างองค์ความรู้ผ่านสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) การยกระดับมูลค่าสินค้าด้วยตราสัญลักษณ์คุณภาพ อาทิ Thailand Trust Mark และ Thai SELECT ตลอดจนการเปิดเวทีจับคู่เจรจาธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ เช่น งาน THAIFEX, งาน Bangkok Gems & Jewelry Fair, แคมเปญส่งเสริมผลไม้ไทย (Thai Fruits Golden Month) และโครงการขยายร้านค้าไทยบนแพลตฟอร์มออนไลน์ชั้นนำระดับโลก (TOPTHAI) เพื่อผลักดันธุรกิจไทยให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในตลาดจีน













