หน้าแรก สังคม อาจารย์หลี่ จิงเหล่ย ชูแนวคิด “อุปสรรคเป็นศูนย์ ไม่ได้หมายความว่า ความแตกต่างต้องเป็นศูนย์”

อาจารย์หลี่ จิงเหล่ย ชูแนวคิด “อุปสรรคเป็นศูนย์ ไม่ได้หมายความว่า ความแตกต่างต้องเป็นศูนย์”

1

อาจารย์หลี่ จิงเหล่ย ชูแนวคิด “อุปสรรคเป็นศูนย์ ไม่ได้หมายความว่า ความแตกต่างต้องเป็นศูนย์” บนเวทีเสวนาไทย-จีน ย้ำหัวใจสำคัญคือการแปลวิธีคิดและสร้างคุณค่าร่วมเพื่อความยั่งยืน

คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับ สถาบันวิจัยจีนร่วมสมัยกับโลก (Academy of Contemporary China and World Studies) จัดงาน “เสวนาการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทย-จีน” เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2569 ณ โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ เพื่อกระชับความร่วมมือทางวิชาการ วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และนวัตกรรมสื่อสาร โดยมี คลังปัญญา Vidya, ศูนย์การสื่อสารระหว่างประเทศเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งยูนนาน (YICC), สำนักข่าวไทย บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) และสำนักข่าวจีน-ไทยนิวส์ ร่วมดำเนินการ ท่ามกลางผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ และสื่อมวลชนทั้งสองประเทศที่เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างคับคั่งกว่า 60 คน

หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางบนเวทีเสวนา คือการร่วมสะท้อนมุมมองของ อาจารย์หลี่ จิงเหล่ย จากรองประธานบริษัท โฟกัส มีเดีย (ประเทศไทย) จำกัด และ กรรมการบริหารสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน ซึ่งได้หยิบยกประสบการณ์ตรงจากการใช้ชีวิต ทำงาน และทำธุรกิจในประเทศไทยมานานกว่าทศวรรษ ทั้งในบทบาทผู้บริหารบริษัทและอาจารย์ผู้สอนในสถาบันอุดมศึกษาทั้งในไทยและจีน มาตอบโจทย์สำคัญที่ว่า ทำอย่างไรให้สังคมไทยรู้จัก เข้าใจ และเปิดรับบริษัทจีนที่เข้ามาลงทุนอย่างแท้จริง ผ่านการตีความกรอบแนวคิดเรื่อง “คุณค่าแห่งศูนย์” ในมิติของการบริหารจัดการข้ามวัฒนธรรม

อาจารย์หลี่ จิงเหล่ย ระบุว่า อุปสรรคในการประสานความร่วมมือระหว่างไทยกับจีนส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการที่ทั้งสองฝ่าย “แตกต่างกัน” แต่เกิดจากการที่ยัง “เข้าใจกันไม่มากพอ” จึงได้ให้นิยามความหมายของแนวคิด “อุปสรรคเป็นศูนย์” ว่ามิได้หมายความว่า “ความแตกต่างต้องเป็นศูนย์” เพราะในความเป็นจริง ทั้งสองฝ่ายมีความต่างทางวัฒนธรรมการทำงานอย่างชัดเจน เห็นได้จากคำภาษาจีนที่มักได้ยินคุ้นหูอย่าง “快快 (ไคว่ ไคว่)” ที่แปลว่าเร็ว ๆ สะท้อนค่านิยมขององค์กรจีนที่เน้นความรวดเร็ว ประสิทธิภาพ และมุ่งเน้นผลลัพธ์เป็นหลัก ในขณะที่ภาษาไทยมีคำว่า “ค่อย ๆ” ซึ่งมีเสียงใกล้เคียงกัน แต่บ่งบอกถึงจังหวะชีวิตที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ บรรยากาศการทำงาน ความรู้สึกของคนรอบข้าง และความสมดุล

ความแตกต่างด้านจังหวะการทำงานเหล่านี้ ไม่ใช่เรื่องที่ฝ่ายใดถูกหรือผิด แต่หากฝ่ายหนึ่งตั้งคำถามว่า “ทำไมช้าจัง” และอีกฝ่ายมองว่า “จะรีบไปไหน” โดยต่างยึดถือว่าวิธีของตนเองถูกต้องเพียงฝ่ายเดียว ความแตกต่างย่อมแปรเปลี่ยนเป็นความไม่เข้าใจและกลายเป็นกำแพงอุปสรรคในที่สุด ดังนั้น การปรับตัวให้เข้ากับบริบทท้องถิ่นหรือ Localization ที่แท้จริง จึงไม่ใช่การพยายามเปลี่ยนพนักงานไทยให้กลายเป็นคนจีน และไม่ใช่การบีบให้บริษัทจีนต้องกลายเป็นบริษัทไทยอย่างสมบูรณ์ หากแต่คือการเรียนรู้เบื้องหลังวิธีคิดของกันและกัน แล้วร่วมกันค้นหาวิธีการทำงานที่ลงตัวท่ามกลางความหลากหลาย

ด้วยเหตุนี้ การก้าวข้ามอุปสรรคจึงผูกโยงโดยตรงกับการสื่อสารเชิงลึก อาจารย์หลี่ชี้ว่า แม้บริษัทจีนจะมีจุดแข็งด้านเงินทุน เทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ และห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) แต่สิ่งที่ยังต้องพัฒนาควบคู่กันไปคือการสื่อสารให้สังคมไทยเข้าใจเจตนารมณ์และตัวตนที่แท้จริง สิ่งที่สองสังคมต้องการในปัจจุบันจึงไม่ใช่แค่ “ผู้แปลภาษา” ที่แปลถ้อยคำตามตัวอักษร แต่ต้องการ “ผู้แปลวิธีคิด” ที่สามารถช่วยให้ผู้บริหารจีนเข้าใจมุมมองของทีมงานไทย และช่วยให้บุคลากรไทยเข้าใจความคาดหวังของสำนักงานใหญ่ในจีน ตลอดจนเปิดพื้นที่ให้เยาวชนคนรุ่นใหม่เข้าใจบริบทของจีนยุคปัจจุบันอย่างรอบด้าน

ในมิติของการเติบโตอย่างยั่งยืน ภาคธุรกิจจำเป็นต้องเปลี่ยนความเข้าใจให้กลายเป็นการกระทำ ผ่านเสาหลัก 3 ประการ ได้แก่ Compliance การปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด, Localization การปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น และ Long-term Mindset การมีวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นความยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งสรุปเป็นหลักการง่าย ๆ คือ “ทำให้ถูกต้อง เข้าใจท้องถิ่น และคิดระยะยาว” พร้อมทั้งเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการตั้งคำถามว่า “องค์กรจะได้อะไรจากประเทศไทย” มาสู่คำถามสำคัญที่ว่า “องค์กรจะร่วมสร้างคุณค่าอะไรให้กับประเทศไทยได้บ้าง” ทั้งต่อการเติบโตก้าวหน้าของพนักงานไทย การพัฒนาของคู่ค้าพันธมิตรในประเทศ และประโยชน์สุขที่ผู้บริโภคตลอดจนสังคมไทยจะได้รับ

แนวคิดดังกล่าวยังสอดคล้องกับปรัชญาจีนที่ว่า “你好,我好,大家好” หรือ “คุณก็ดี ผมก็ดี ทุกคนก็ดี” ซึ่งตอกย้ำว่า แม้ธุรกิจจะต้องแสวงหาผลกำไร แต่บริษัทที่จะเติบโตได้อย่างยั่งยืนในใจของคนท้องถิ่น ไม่จำเป็นต้องเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดหรือเติบโตเร็วที่สุด หากแต่เป็นองค์กรที่ทำให้ชุมชนและสังคมรู้สึกได้ว่า เมื่อบริษัทก้าวหน้า ทุกคนในสังคมก็จะเติบโตร่วมไปด้วยกัน

ท้ายที่สุด อาจารย์หลี่ จิงเหล่ย ได้สรุปบทเรียนสำคัญว่า การทำให้ “อุปสรรคเป็นศูนย์” คือการพิสูจน์ให้เห็นว่าไทยกับจีนสามารถคงความแตกต่างไว้ได้โดยยังคงเข้าใจซึ่งกันและกัน สามารถมีรูปแบบการทำงานที่ไม่เหมือนกันแต่ประสานงานกันได้อย่างราบรื่น และแม้จะมาจากคนละประเทศแต่ก็สามารถหลอมรวมพลังเพื่อสร้างคุณค่าใหม่ร่วมกันได้ เพราะแม้เงินทุนและเทคโนโลยีจะสามารถเชื่อมโยงสองตลาดการค้าเข้าหากันได้ในเวลาอันรวดเร็ว แต่มีเพียงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งและความไว้วางใจซึ่งกันและกันเท่านั้น ที่จะประสานสองสังคมให้ก้าวเดินไปข้างหน้าร่วมกันได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนอย่างแท้จริง