หน้าแรก ข่าววิเคราะห์ ผู้เชี่ยวชาญชี้ต้องแยก “ทุนสีเทา” จาก “ทุนคุณภาพ” รัฐต้องอุดช่องโหว่–สร้างระบบโปร่งใส ดึงการลงทุนพัฒนาประเทศ

ผู้เชี่ยวชาญชี้ต้องแยก “ทุนสีเทา” จาก “ทุนคุณภาพ” รัฐต้องอุดช่องโหว่–สร้างระบบโปร่งใส ดึงการลงทุนพัฒนาประเทศ

1

“จีนเทา” คำตีตราสะเทือนความเชื่อมั่นธุรกิจไทย–จีน ผู้เชี่ยวชาญชี้ต้องแยก “ทุนสีเทา” จาก “ทุนคุณภาพ” รัฐต้องอุดช่องโหว่–สร้างระบบโปร่งใส ดึงการลงทุนพัฒนาประเทศ

คำว่า “จีนเทา” อาจไม่ได้กระทบเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่กระทำผิดกฎหมาย แต่กำลังกลายเป็นปัญหาความเชื่อมั่นระหว่างนักลงทุนไทยและจีน ผู้เชี่ยวชาญเตือน การเหมารวมอาจทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ พร้อมเสนอให้ภาครัฐยกระดับระบบคัดกรองนักลงทุน บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และสร้างพื้นที่จับคู่ธุรกิจที่น่าเชื่อถือ เพื่อเปิดทางให้ “ทุนจีนคุณภาพ” เข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางกระแสการลงทุนจากจีนที่ยังมีแนวโน้มขยายตัวในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

“จีนเทา” พูดเบา ๆ ก็เจ็บ เมื่อคำตีตรากลายเป็นกำแพงความเชื่อมั่นธุรกิจไทย–จีน

คำว่า “จีนเทา” กลายเป็นคำที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมไทย หลังปรากฏปัญหากลุ่มทุนบางส่วนเข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย ใช้ช่องโหว่ของระบบเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ หรือดำเนินธุรกิจในลักษณะที่สร้างการแข่งขันไม่เป็นธรรม แต่ผลกระทบจากคำเรียกดังกล่าวอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผู้กระทำผิด เพราะยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ของนักลงทุนจีนรายอื่นที่เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมายด้วย

แม้ปัญหาธุรกิจสีเทาจะเกิดขึ้นจริง แต่พฤติกรรมเหล่านี้เป็นการกระทำของบุคคลหรือกลุ่มทุนบางส่วน ไม่ใช่ภาพสะท้อนของนักลงทุนจีนทั้งหมด อีกทั้งธุรกิจผิดกฎหมายยังไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้ประกอบการสัญชาติใดสัญชาติหนึ่ง หากแต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมาย ระบบตรวจสอบ และช่องโหว่ของหน่วยงานภาครัฐที่เปิดโอกาสให้ผู้กระทำผิดเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงจะจัดการกับ “จีนเทา” อย่างไร แต่คือประเทศไทยจะสร้างระบบเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมการลงทุนที่โปร่งใส มีมาตรฐาน และสามารถแยกแยะธุรกิจที่ประกอบกิจการโดยสุจริตออกจากธุรกิจผิดกฎหมายได้อย่างไร โดยไม่ทำให้ประเทศต้องสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจจากการเหมารวม

ผู้เชี่ยวชาญเตือน “จีนเทา” กระทบความไว้วางใจตั้งแต่ยังไม่เริ่มทำธุรกิจ

อาจารย์ทศพร เลิศพิเชฐ ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ และประธานกรรมการบริหารศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทย–จีน มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งมีประสบการณ์ทำงานเกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรมไทย ให้มุมมองว่า ปัญหาภาพลักษณ์ของทุนจีนสีเทากำลังสร้างความกังวลให้แก่ผู้ประกอบการทั้งสองประเทศ

ในมุมของนักธุรกิจไทย เมื่อมีข่าวเกี่ยวกับกลุ่มทุนจีนที่ดำเนินธุรกิจผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง ย่อมทำให้เกิดความระมัดระวังมากขึ้นเมื่อต้องพิจารณาร่วมลงทุนกับบริษัทจีน ขณะเดียวกัน นักธุรกิจจีนที่มีความตั้งใจเข้ามาดำเนินกิจการอย่างถูกต้องก็เกิดความกังวลเช่นกันว่า ผู้ประกอบการไทยจะมองหรือประเมินธุรกิจของตนอย่างไร

ความไม่ไว้วางใจดังกล่าวกลายเป็นอุปสรรคสำคัญ เพราะความเชื่อมั่นถือเป็นพื้นฐานของความสัมพันธ์ทางธุรกิจ โดยเฉพาะการลงทุนระหว่างประเทศที่ต้องอาศัยความร่วมมือระยะยาว

เมื่อทั้งสองฝ่ายเริ่มต้นความสัมพันธ์ด้วยความระแวง กระบวนการเจรจาและการพิจารณาคู่ค้าก็อาจใช้เวลามากขึ้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลและประวัติของอีกฝ่ายอย่างละเอียดกว่าปกติ ไม่ใช่เพียงเพื่อประเมินศักยภาพทางธุรกิจ แต่ยังเพื่อคลายความกังวลเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือที่ได้รับผลกระทบจากภาพจำเรื่องธุรกิจสีเทา

แม้การตรวจสอบคู่ค้าจะเป็นขั้นตอนจำเป็นในการดำเนินธุรกิจอยู่แล้ว แต่เมื่อความกังวลเกิดจากการเหมารวมตามสัญชาติ แทนที่จะพิจารณาจากข้อเท็จจริงของแต่ละบริษัท ก็อาจกลายเป็นกำแพงที่ขัดขวางโอกาสการลงทุนโดยไม่จำเป็น

อาจารย์ทศพรชี้ว่า หากประเทศไทยไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นและแยกแยะระหว่างผู้ประกอบการที่สุจริตกับผู้กระทำผิดได้อย่างชัดเจน นักลงทุนจีนที่มีศักยภาพและประสงค์จะเข้ามาดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องอาจหันไปพิจารณาประเทศอื่นแทน ส่งผลให้ไทยสูญเสียโอกาสในการดึงดูดเงินทุน เทคโนโลยี และความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่สัญชาติ แต่อยู่ที่ช่องโหว่ของระบบและการบังคับใช้กฎหมาย

อีกหนึ่งประเด็นที่ควรให้ความสำคัญคือ ปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจสีเทาสามารถเข้ามาดำเนินกิจการในประเทศไทยได้

อาจารย์ทศพรตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อขั้นตอนทางราชการมีความซับซ้อน ล่าช้า หรือมีช่องว่างให้ใช้วิธีการนอกระบบ ผู้ประกอบการบางกลุ่มอาจเลือกใช้ทางลัดเพื่อให้สามารถเริ่มดำเนินธุรกิจได้รวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะเมื่อพบว่าการจ่ายผลประโยชน์ให้บุคคลที่เกี่ยวข้องอาจช่วยหลีกเลี่ยงขั้นตอนตรวจสอบตามกฎหมาย

สิ่งที่น่ากังวลคือ หากวิธีการดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้จริงและไม่มีการดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด ก็อาจนำไปสู่ความเข้าใจว่าระบบราชการไทยสามารถใช้เงินเพื่อแลกกับความสะดวกหรือสิทธิพิเศษได้

เมื่อมีผู้ประกอบการบางรายใช้ช่องทางลัดได้สำเร็จ ก็อาจเกิดการบอกต่อหรือชักชวนให้ผู้ประกอบการรายอื่นเข้ามาดำเนินธุรกิจในลักษณะเดียวกัน จนกลายเป็นปัญหาสะสม ทั้งการใช้ตัวแทนถือหุ้นแทน การดำเนินธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ตลอดจนธุรกิจที่หลีกเลี่ยงกฎระเบียบของไทย

ปรากฏการณ์ดังกล่าวยังอาจเชื่อมโยงไปถึงการหลอกลวงระหว่างนักลงทุนต่างชาติด้วยกันเอง และสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง

ดังนั้น การแก้ไขปัญหาจึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงการตรวจสอบกลุ่มทุนจากประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ต้องย้อนกลับมาพิจารณาประสิทธิภาพของระบบราชการไทย ทั้งความโปร่งใสในการอนุญาตประกอบธุรกิจ การตรวจสอบผู้ถือหุ้นและผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริง ตลอดจนความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ

หากมีหลักฐานว่าผู้ประกอบการหรือเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ก็ควรดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจังโดยไม่เลือกปฏิบัติ ขณะเดียวกันต้องทำให้ขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมายมีความสะดวก รวดเร็ว และตรวจสอบได้ เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการที่สุจริตเสียเปรียบผู้ที่เลือกใช้ช่องทางนอกระบบ

เสนอระบบคัดกรองนักลงทุน สร้างเครือข่ายคู่ค้าที่เชื่อถือได้

สำหรับแนวทางฟื้นฟูความเชื่อมั่นทางธุรกิจระหว่างไทยกับจีน อาจารย์ทศพรเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้า และเครือข่ายทูตพาณิชย์ ร่วมกันพัฒนากลไกคัดกรองและตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ประกอบการก่อนเข้าสู่กระบวนการจับคู่ธุรกิจ

กลไกดังกล่าวอาจอยู่ในรูปแบบการตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้น หรือ Pre-qualification เพื่อประเมินว่าบริษัทที่ประสงค์จะเข้ามาลงทุนมีตัวตนจริงหรือไม่ มีประวัติและความน่าเชื่อถือทางธุรกิจอย่างไร รวมถึงมีความพร้อมในการดำเนินกิจการตามกฎหมายไทยมากน้อยเพียงใด

การคัดกรองที่มีมาตรฐานจะช่วยให้ผู้ประกอบการทั้งสองฝ่ายสามารถเข้าถึงข้อมูลที่เชื่อถือได้ ลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวง และสร้างความมั่นใจในการเจรจาความร่วมมือ

นอกจากการตรวจสอบคุณสมบัติแล้ว การจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ หรือ Business Matching ยังควรได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการพบปะระหว่างผู้ประกอบการที่มีศักยภาพและมีความต้องการทางธุรกิจสอดคล้องกัน มากกว่าการจัดกิจกรรมเพียงเพื่อให้เกิดจำนวนผู้เข้าร่วมจำนวนมาก

อาจารย์ทศพรมองว่า ปัจจุบันหน่วยงานด้านอุตสาหกรรมและความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างประเทศมีการต้อนรับคณะนักลงทุนจากต่างประเทศอย่างสม่ำเสมอ โดยนักลงทุนจำนวนไม่น้อยเดินทางมาเพื่อค้นหาผู้ผลิตชิ้นส่วน ซัพพลายเออร์ หรือพันธมิตรที่มีความน่าเชื่อถือ หรือ Trusted Partners

การเชื่อมโยงผ่านองค์กรธุรกิจที่มีระบบสมาชิกและการตรวจสอบข้อมูล จึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการสร้างความร่วมมือที่เกิดผลในทางปฏิบัติ

อย่างไรก็ตาม การผ่านการแนะนำจากองค์กรธุรกิจไม่ได้หมายความว่าจะปราศจากความเสี่ยงทั้งหมด ผู้ประกอบการยังจำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลด้านกฎหมาย การเงิน และความสามารถในการดำเนินธุรกิจก่อนตัดสินใจร่วมลงทุน

ดึง SMEs ไทยเข้าซัพพลายเชนจีน เปลี่ยนเงินลงทุนให้เป็นโอกาสของประเทศ

นอกจากการสร้างความเชื่อมั่นแล้ว อีกหนึ่งโจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้การลงทุนจากจีนสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยในวงกว้าง ไม่ใช่จำกัดผลประโยชน์อยู่เฉพาะกลุ่มบริษัทที่เข้ามาลงทุน

อาจารย์ทศพร อธิบายว่า นักลงทุนต่างชาติไม่ว่าจะมาจากจีน ญี่ปุ่น หรือประเทศอื่น ๆ มักมีเครือข่ายผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ของตนเองอยู่แล้ว เพื่อรักษาคุณภาพ ต้นทุน และมาตรฐานการผลิต การเข้ามาตั้งฐานผลิตในไทยจึงไม่ได้หมายความว่าบริษัทไทยจะสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานได้โดยอัตโนมัติ

ภาครัฐจึงจำเป็นต้องมีบทบาทเชิงรุกในการส่งเสริมการใช้วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และบริการภายในประเทศ หรือ Local Content ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการไทยให้มีมาตรฐานตรงตามความต้องการของนักลงทุน

โดยเฉพาะการสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs ให้มีโอกาสเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิต ทั้งในรูปแบบผู้จัดหาชิ้นส่วน ผู้ให้บริการด้านเทคนิค งานวิศวกรรม ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรและแรงงานฝีมือ

การจับคู่ธุรกิจระหว่างบริษัทจีนกับ SMEs ไทยจึงไม่ควรเป็นเพียงกิจกรรมสร้างเครือข่าย แต่ต้องนำไปสู่การซื้อขาย การร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

หากสามารถสร้างความเชื่อมโยงเหล่านี้ได้ การลงทุนจากต่างชาติก็จะไม่ใช่เพียงการนำเงินทุนและเครื่องจักรเข้ามาตั้งโรงงาน แต่ยังเป็นโอกาสยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว

มองไกลกว่าเซี่ยงไฮ้–ปักกิ่ง เปิดโอกาสธุรกิจจากเมืองรองจีน

ในด้านโอกาสการลงทุน อาจารย์ทศพรเสนอให้ประเทศไทยขยายการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจไปยังเมืองรองของจีนมากขึ้น นอกเหนือจากศูนย์กลางเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ที่มีความเชื่อมโยงทางธุรกิจกับไทยอยู่แล้ว

เนื่องจากจีนมีการผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีในหลายภูมิภาค ทำให้เมืองต่าง ๆ เริ่มมีบริษัทที่มีศักยภาพและมีความพร้อมขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้สร้างความร่วมมือกับบริษัทจีนรายใหม่ ๆ ทั้งด้านการผลิต เทคโนโลยี การวิจัย และการพัฒนาตลาด

อย่างไรก็ตาม การดึงดูดนักลงทุนเหล่านี้จำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับการยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะประเทศที่มีกฎระเบียบชัดเจน โปร่งใส และมีมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียมกัน

หัวใจสำคัญคือการทำให้นักลงทุนต่างชาติเชื่อมั่นว่า การประกอบธุรกิจในประเทศไทยไม่จำเป็นต้องอาศัยเส้นสายหรือผลประโยชน์นอกระบบ และผู้ที่ปฏิบัติตามกฎหมายจะได้รับการอำนวยความสะดวกอย่างเหมาะสม

ทุนจีนยังเดินหน้า ไทยคาดดึงลงทุนกว่า 7 หมื่นล้านบาท

แม้ภาพลักษณ์เรื่องธุรกิจสีเทาจะเป็นหนึ่งในความท้าทายด้านความเชื่อมั่น แต่ความเคลื่อนไหวด้านการลงทุนในปี 2569 สะท้อนว่าประเทศไทยยังได้รับความสนใจจากบริษัทเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมชั้นนำของจีนอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 รัฐบาลไทยเปิดเผยผลการเดินทางโรดโชว์ด้านการลงทุนที่นครเฉิงตู ประเทศจีน โดยมีการหารือกับผู้บริหารบริษัทชั้นนำ 4 แห่ง ได้แก่ ฉางอาน ออโตโมบิล (Changan Automobile) อินโนไลท์ เทคโนโลยี (InnoLight Technology) อีออปโตลิงก์ เทคโนโลยี (Eoptolink Technology) และเสียวหมี่ คอร์ปอเรชัน (Xiaomi Corporation)

รัฐบาลประเมินว่าแผนการลงทุนและขยายกิจการของบริษัทเหล่านี้มีศักยภาพดึงดูดเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศไทยรวมประมาณ 70,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการขยายการลงทุนเดิมประมาณ 50,000 ล้านบาท และการลงทุนใหม่อีกกว่า 20,000 ล้านบาท

ตัวเลขดังกล่าวเป็นมูลค่าการลงทุนที่รัฐบาลคาดว่าจะเกิดขึ้นจากการหารือและแผนขยายธุรกิจ ไม่ใช่มูลค่าเงินลงทุนที่ดำเนินการแล้วทั้งหมด

สำหรับบริษัทฉางอาน ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ของจีน มีแผนขยายกำลังการผลิตรถยนต์ในประเทศไทยเป็น 200,000 คันต่อปี พร้อมเชื่อมโยงผู้ประกอบการ SMEs ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตประมาณ 40 ราย

ด้านอินโนไลท์ เทคโนโลยี ดำเนินธุรกิจอุปกรณ์สื่อสารข้อมูลผ่านระบบแสงสำหรับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ AI มีแผนขยายการลงทุนในไทย โดยมีเป้าหมายการจ้างงานมากกว่า 20,000 ตำแหน่ง รวมถึงความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนากับวิศวกรไทยประมาณ 1,500 คน

ขณะที่อีออปโตลิงก์ เทคโนโลยี ซึ่งดำเนินธุรกิจเทคโนโลยีในกลุ่มใกล้เคียงกัน ได้เริ่มพัฒนาฐานการผลิตในจังหวัดระยองและมีแผนขยายโรงงานเพิ่มเติม ส่วนเสียวหมี่อยู่ระหว่างการหารือโอกาสใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อัจฉริยะ

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนโอกาสของไทยในการดึงดูดอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งมีศักยภาพสร้างการจ้างงานและเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการภายในประเทศ

อีกด้าน มูลค่าการลงทุนเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่ตัวชี้วัดความสำเร็จทั้งหมด สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนการลงทุนเหล่านี้ให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพิ่มโอกาสแก่ SMEs และพัฒนาทักษะแรงงานไทยได้มากน้อยเพียงใด

บีโอไอชู 5 จุดแข็งไทย ดึงทุนจีนลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ เร่งปลดล็อกกฎระเบียบ–พัฒนาบุคลากร เชื่อมซัพพลายเชนไทย–จีน–อาเซียน

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมงาน China International Supply Chain Expo (CISCE) ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งสำคัญ 5 ด้านในการรองรับการลงทุนจากต่างประเทศ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงกับอาเซียนและตลาดโลก การเข้าถึงตลาดขนาดใหญ่ผ่านความตกลงการค้าเสรี (FTA) บุคลากรที่มีทักษะและปรับตัวได้ดี ฐานห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง และนโยบายภาครัฐที่มุ่งอำนวยความสะดวกและสร้างความชัดเจนในการดำเนินธุรกิจ

โดยเฉพาะด้านบุคลากร รัฐบาลกำลังเร่งยกระดับทักษะแรงงานร่วมกับสถาบันการศึกษาและภาคเอกชน ผ่านโครงการ SkillBridge ปรับปรุงกฎระเบียบและยกระดับบริการภาครัฐให้มีความรวดเร็ว โปร่งใส และสามารถคาดการณ์ได้ นำกลไก Thailand FastPass มาใช้เร่งรัดโครงการลงทุนสำคัญ ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการอนุมัติและอนุญาต ไปจนถึงการเริ่มดำเนินกิจการจริง เพื่อลดอุปสรรคและเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน

สำหรับทิศทางความร่วมมือระหว่างจีน ไทย และอาเซียนในระยะต่อไป บีโอไอมองเห็นโอกาสสำคัญใน 3 ด้าน ได้แก่ การยกระดับห่วงโซ่อุปทานด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ทั้งการวิเคราะห์ข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบวางแผนการผลิต และโลจิสติกส์อัจฉริยะ การส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและเป้าหมายความยั่งยืน รวมถึง การพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา การผลิตวัตถุดิบและชิ้นส่วนสำคัญ การพัฒนาบุคลากร ไปจนถึงการผลักดันผู้ประกอบการท้องถิ่น โดยเฉพาะ SMEs ให้เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาค

“จีนเทา” กระทบภาพลักษณ์ แต่ทุนจีนยังเดินหน้า! BOI เผยคำขอลงทุนพุ่ง 1.7 แสนล้าน ครองอันดับหนึ่งในไทย

ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ตอกย้ำบทบาททุนจีนในเศรษฐกิจไทย โดยปี 2568 นักลงทุนจีนยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งถึง 982 โครงการ คิดเป็น 40% ของจำนวนโครงการลงทุนจากต่างประเทศ มูลค่ารวมกว่า 1.72 แสนล้านบาท ขณะที่ไตรมาสแรกปี 2569 ทุนจีนยังครองอันดับหนึ่งต่อเนื่อง ด้วยจำนวน 155 โครงการ มูลค่ารวม 17,327 ล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นและความสนใจของนักลงทุนจีนในการใช้ไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญ เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานสู่ตลาดอาเซียนและตลาดโลก

ถึงเวลาล้าง “ธุรกิจสีเทา” ไม่ใช่เหมารวม “ทุนจีน”

ข้อเสนอจากผู้เชี่ยวชาญสะท้อนว่า การจัดการปัญหาทุนสีเทากับการส่งเสริมการลงทุนที่มีคุณภาพไม่ใช่เป้าหมายที่ขัดแย้งกัน หากแต่เป็นภารกิจที่ต้องดำเนินควบคู่กัน

การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้ประกอบการที่กระทำผิดจะช่วยปกป้องทั้งผู้บริโภค ผู้ประกอบการไทย และนักลงทุนต่างชาติที่ประกอบกิจการโดยสุจริต ขณะเดียวกัน การพัฒนาระบบราชการให้โปร่งใสและลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นจะช่วยลดแรงจูงใจในการใช้ช่องทางนอกระบบ

ในทางกลับกัน หากสังคมยังใช้คำว่า “จีนเทา” ในลักษณะที่เหมารวมจนผู้ประกอบการจีนทั้งหมดถูกมองด้วยความหวาดระแวง ก็อาจยิ่งเพิ่มต้นทุนด้านความเชื่อมั่น และกระทบโอกาสของประเทศไทยในการแข่งขันดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ

ท้ายที่สุด การสร้างความเชื่อมั่นทางธุรกิจไทย–จีนจึงไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนคำเรียกหรือการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถของประเทศไทยในการสร้างระบบที่ตรวจสอบได้ ปิดช่องโหว่การทุจริต คุ้มครองการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และทำให้ผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายสามารถเติบโตได้อย่างมั่นใจ

เพราะโจทย์สำคัญไม่ใช่การปิดประตูรับทุนจีน แต่คือการปิดประตูให้ทุนผิดกฎหมาย พร้อมเปิดโอกาสให้ทุนคุณภาพเข้ามาสร้างงาน ถ่ายทอดเทคโนโลยี และร่วมพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

 

เนื้อหาลิขสิทธิ์ ของ มณีนาถ อ่อนพรรณา

อ้างอิง สัมภาษณ์พิเศษ อาจารย์ทศพร เลิศพิเชฐ ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ และประธานกรรมการบริหารศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทย–จีน มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ และ Thailand Board of Investment