ไทย–จีนจับเข่าถก “วิกฤตไทย–กัมพูชา” ชี้โจทย์ภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ โอกาสธุรกิจ และบทบาทสื่อท่ามกลางสงครามข่าวสาร

18

สถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย–จีน ร่วมกับสมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีน และหอการค้าไทย–จีน จัดเสวนาพิเศษหัวข้อ “วิกฤตไทย–กัมพูชา : ภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ โอกาสธุรกิจ และบทบาทสื่อในยุคสงครามข่าวสาร”  เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ รัชดา  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ หลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย–จีน รุ่นที่ 2 (บทจ.2)  ภายใต้การสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และ China Media Group (CMG) เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนข้อมูลและมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ต่อสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาที่กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง รวมถึงผลกระทบต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ และการสื่อสารสาธารณะในยุคที่ข่าวสารเคลื่อนไหวรวดเร็วและมีความเสี่ยงต่อการบิดเบือน

สอดคล้องต่อการแถลงข่าวประจำของกระทรวงการต่างประเทศจีนเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 หลังการเสวนาจบลงไปไม่นาน  โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนตอบคำถามผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยระบุว่าไทยและกัมพูชาเป็นสมาชิกสำคัญของอาเซียน และจีนชื่นชมและสนับสนุนความพยายามของอาเซียน   ในการเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายยุติการสู้รบและฟื้นฟูสันติภาพ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์พื้นฐานในการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพตามแนวชายแดน รวมถึงเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ

จีนยังระบุว่าได้มีบทบาทในการส่งเสริมการเจรจาและลดความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง ผ่านการหารือระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ การติดต่อสื่อสารกับไทย กัมพูชา และประเทศสมาชิกอาเซียนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการส่งนายเติ้ง ซีจุน ทูตพิเศษด้านกิจการเอเชีย เดินทางไปมาระหว่างไทยและกัมพูชาเพื่อไกล่เกลี่ย พร้อมย้ำว่าจะยังคงส่งเสริมการเจรจาสันติภาพและมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในการคลี่คลายสถานการณ์ต่อไป โดยก่อนหน้านี้ฝ่ายจีนได้สะท้อนจุดยืนในทำนองเดียวกันว่าไม่ประสงค์เห็นทั้งสองประเทศเข้าสู่ภาวะสู้รบ พร้อมทั้งแสดงความเสียใจต่อความสูญเสียของประชาชน และยินดีทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” เพื่อฟื้นฟูความไว้วางใจระหว่างกัน

สำหรับเวทีเสวนา เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ รัชดา ซึ่งมีวิทยากรประกอบด้วย นายชิบ จิตนิยม สมาชิกวุฒิสภาและรองประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา, พลโทชาคร บุญภักดี เจ้ากรมแผนที่ทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย, ผู้ช่วยศาสตราจารย์อัครพงษ์ ค่ำคูณ อาจารย์ประจำวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ดร.กำพล มหานุกูล นายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีน โดยมีผู้บริหารและนักธุรกิจไทย–จีน รวมถึงผู้เข้าร่วมอบรมหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย–จีนของสมาคมฯ เข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนอย่างพร้อมเพรียง

เนื้อหาอภิปรายสะท้อนหลายมิติ ตั้งแต่ฐานปัญหาเชิงเทคนิคและประวัติศาสตร์เขตแดน ไปจนถึงข้อเสนอเชิงนโยบายและผลกระทบด้านเศรษฐกิจ โดย พลโทชาคร บุญภักดี อธิบายภาพรวมแนวชายแดนไทย–กัมพูชาที่ยาวราว 798 กิโลเมตร ครอบคลุม 7 จังหวัด พร้อมชี้ว่าประเด็นจำนวนมากเป็น “มรดกจากยุคอาณานิคม” ที่อิงสนธิสัญญาสยาม–ฝรั่งเศส ค.ศ.1904 และ 1907 และยังมีช่วงที่การปักปันไม่แล้วเสร็จ อีกทั้งมีข้อจำกัดจากการตีความแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ที่มีความคลาดเคลื่อน โดยเสนอว่าพื้นที่ที่ยังไม่ชัดจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่อย่าง LiDAR เพื่อจัดทำแผนที่มาตรฐาน 1:25,000 ในอนาคต และเตือนว่าการยกเลิก MOU ปี 2543 (MOU 43) อาจทำให้กลไกบริหารชายแดนที่ดำเนินมานานกว่า 20 ปีต้องสะดุดหรือยุติลง

ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์อัครพงษ์ ค่ำคูณ ย้ำว่า MOU ไทย–กัมพูชา ปี 2543 และข้อตกลงที่เกี่ยวเนื่องเป็น “เครื่องมือคุมวิกฤต” มากกว่าต้นเหตุของปัญหา พร้อมเสนอให้เดินหน้าแก้ไขผ่านการเจรจาแบบทวิภาคี โดยใช้กลไก 3 ระดับคือ GBC (ระดับนโยบาย), JBC (ระดับเทคนิค/การสำรวจและปักปันเขตแดน) และ RBC (ระดับปฏิบัติการในพื้นที่) ควบคู่กัน ภายใต้ฐานข้อมูลข้อเท็จจริง และเตือนว่าการใช้กำลังอาจกระทบเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ประเทศ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกดึงเข้าเกมภูมิรัฐศาสตร์ของมหาอำนาจ ขณะที่นายชิบ จิตนิยม นำเสนอความคืบหน้าการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญวุฒิสภาเกี่ยวกับ MOU ปี 2543 และ MOU ปี 2544 (MOU 44) โดยระบุว่า กมธ.มีมติเอกฉันท์เห็นควรให้ยกเลิก MOU ปี 2544 จากเหตุผลสำคัญ 8 ประการที่มุ่งป้องกันความเสี่ยงด้านผลประโยชน์ทางทะเลของไทยในพื้นที่ทับซ้อนอ่าวไทย พร้อมชี้ว่าข้อเสนอได้ส่งเข้าสู่กระบวนการพิจารณาแล้ว และอยู่ระหว่างรอการตัดสินใจของรัฐบาลชุดถัดไปในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง