เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 เวลา 15.00 น. ที่สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ถนนรัชดาภิเษก เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ได้จัดงานสัมมนา ‘เฉลิมฉลองครบรอบ 105 ปีของการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนและครบรอบ 51 ปีของความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีน-ไทย’ โดยมี นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย และ นายจ้าว เมิ่งเทา ที่ปรึกษาฝ่ายการเมือง ประจำสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ร่วมให้การต้อนรับคณะผู้แทนจากพรรคการเมืองไทย นักวิชาการ ตลอดจนสื่อมวลชนที่เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ท่ามกลางนักการเมืองที่เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง อาทิ นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี, นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และอดีตรองนายกรัฐมนตรี, ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี, นางสาวบุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทยและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม, นายอิสรา สุนทรวัฒน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, นายจักรพงษ์ แสงมณี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย, นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน, ดร.ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน และอดีตผู้สมัครผู้ว่ากทม., นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชัยภูมิ เขต 7 และโฆษกพรรคกล้าธรรม, นายวสวรรธน์ พวงพรศรี ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทรวมพลัง, นายสยาม บางกุลธรรม สมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ ตลอดจนสื่อมวลชน และ นักวิชาการจากหลากหลายความเชี่ยวชาญ อาทิ ผศ.(พิเศษ) ดร.กำพล มหานุกูล นายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน, อ.กอบกิจ ประดิษฐผลพานิช กรรมการบริหารสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน ผู้บริหารมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU), นางสาวสายชล เกียรติกังวานไกล กรรมการบริหารสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน จาก อสมท., Ms.Li Min กรรมการบริหารสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน จาก CMG, นายบุญชอบ ล้ออุไร และ นายศุภชัย กฤตผลชัย ที่ปรึกษาสมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีน, รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศและจีนศึกษา, รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจจีน, ดร.ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา และ ดร.กุลนรี นุกิจรังสรรค์ นักวิจัยประจำศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
บรรยากาศภายในงานเริ่มต้นด้วยการฉายวิดีทัศน์พรรคคอมมิวนิสต์จีน สะท้อนความแน่วแน่ในการฟื้นความผาสุกให้กับประชาชนจีนและประชาคมโลก จากนั้น นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษโดยทบทวนหน้าประวัติศาสตร์ 105 ปีแห่งการเดินทางกรำแดดกรำฝนของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่เติบโตจากพรรคเล็ก ๆ ที่มีสมาชิกเพียงกว่า 50 คน มาเป็นพรรคคอมมิวนิสต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกด้วยจำนวนสมาชิกกว่า 100 ล้านคน มีองค์กรพรรคระดับฐานรากมากกว่า 5 ล้านองค์กร นำพาประเทศชาติที่มีประชากรมากกว่า 1.4 พันล้านคน และปกครองประเทศอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลา 77 ปี นำพาประชาชนชาวจีนให้ก้าวไปสู่การก้าวหน้าครั้งยิ่งใหญ่ จากการยืนขึ้น การรวยขึ้น ไปสู่การแกร่งขึ้น สร้างปาฏิหาริย์สองประการ คือ การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและความมั่นคงทางสังคมในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่เริ่มต้นยุคใหม่ของสังคมนิยมแบบจีน คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนภายใต้การนำของสหายสี จิ้นผิง ได้รวมพลังและนำพาประชาชนทุกกลุ่มชาติพันธุ์ทั่วประเทศ ยึดมั่นในการปฏิรูปและการเปิดประเทศ เอาชนะความยากลำบาก และประสบความสำเร็จในการนำพาจีนขจัดความยากจนขั้นวิกฤตและเข้าสู่ยุคแห่งการพัฒนาคุณภาพสูงอย่างเต็มตัว โดยในปี 2568 ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีนแตะระดับ 140.19 ล้านล้านหยวน ครองอันดับสองของโลกอย่างมั่นคง มีบทบาทในเวทีโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บูรณาการเข้ากับโลกอย่างลึกซึ้ง สร้างผลประโยชน์ร่วมกัน และสร้างโอกาสในการพัฒนาอย่างกว้างขวางสำหรับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก

นายจาง เจี้ยนเว่ย กล่าวต่อไปว่า นับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ซึ่งเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบศตวรรษ รัฐบาลต่างประเทศ ผู้นำพรรคการเมือง และชนชั้นนำจากทุกสาขาอาชีพต่างหันมาให้ความสนใจจีน ครุ่นคิดว่าทำไมจีนถึงประสบความสำเร็จได้ และมักถามถึงเคล็ดลับในการปกครองจีน ซึ่งตนเองในฐานะเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ได้ถ่ายทอดข้อความสำคัญแก่เพื่อนชาวไทยอย่างสม่ำเสมอว่า กุญแจสำคัญในการบริหารจัดการกิจการของจีนให้ดีนั้นอยู่ที่พรรคคอมมิวนิสต์จีน เหตุผลที่จีนสามารถเอาชนะความเสี่ยงและความท้าทายต่าง ๆ นานา และประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่นั้น โดยพื้นฐานแล้วเป็นเพราะการยึดมั่นและเสริมสร้างความแข็งแกร่งของการนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างต่อเนื่อง คำตอบของคำถามที่ว่าทำไมจีนถึงทำได้ ก็คือ เพราะพรรคคอมมิวนิสต์จีนทำได้ โดยเหตุผลที่พรรคทำได้สำเร็จนั้นอยู่ที่ปัจจัยหลักสามประการ ปัจจัยแรกคือการยึดมั่นในจุดยืนของประชาชน ตลอด 105 ปี พรรคยืนหยัดเคียงข้างประชาชนเสมอ รับใช้ประชาชนอย่างสุดหัวใจ ยึดมั่นในผลประโยชน์พื้นฐานและตอบสนองความปรารถนาชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน โดยคณะกรรมการกลางพรรคฯ ภายใต้การนำของสหายสี จิ้นผิง เน้นย้ำว่าต้องให้ประชาชนอยู่ในสถานะสูงสุดในใจเสมอ สร้างปรัชญาการพัฒนาที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างมั่นคง ดังที่เลขาธิการใหญ่สี จิ้นผิง ชี้ให้เห็นว่า ประเทศคือประชาชน และประชาชนคือประเทศ การสนับสนุนจากประชาชนเป็นรากฐานอันแข็งแกร่งที่ทำให้พรรคคงอยู่ได้อย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย ปัจจัยที่สองคือความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับกระแสของยุคสมัย พรรคเข้าใจกฎเกณฑ์และทิศทางการพัฒนาของประวัติศาสตร์จีนและโลกอย่างแม่นยำ แสวงหาการเปลี่ยนแปลงและก้าวทันยุคสมัยอย่างกระตือรือร้น แก้ไขปัญหาและความท้าทายสำคัญที่ชาติเผชิญอยู่ ส่งผลให้เปลี่ยนแปลงชะตากรรมของชาติจีนไปอย่างสิ้นเชิง ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก จีนได้เสนอความริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง แนวคิดประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันของมนุษยชาติ และความริเริ่มระดับโลกที่สำคัญอีกสี่ความริเริ่ม ซึ่งเป็นการเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ในการสร้างประเทศสังคมนิยมสมัยใหม่แบบรอบด้าน และปัจจัยที่สามคือการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของพรรคและการปฏิวัติตนเองอย่างกล้าหาญ เพื่อรับประกันความซื่อสัตย์สุจริตและความก้าวหน้า พรรคยึดมั่นในแนวทางของทฤษฎีวิทยาศาสตร์มาร์กซ์ จัดตั้งขึ้นบนพื้นฐานของอุดมการณ์และความเชื่อร่วมกัน โดยมีวินัยที่เข้มงวดเป็นหลักประกัน ในยุคใหม่นี้ คณะกรรมการกลางพรรคฯ นำโดยสหายสี จิ้นผิง ได้เสนอแนวคิดและกลยุทธ์ใหม่ ๆ จนก่อให้เกิดแนวคิดสีจิ้นผิงเกี่ยวกับการสร้างพรรค ระบบการนำ ภาวะผู้นำ การชี้นำทางอุดมการณ์ การนำพามวลชนได้รับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง อำนาจของคณะกรรมการกลางมีความมั่นคงยิ่งขึ้น ไม่เพียงแต่สร้างยุคใหม่ของการปกครองในจีน แต่ยังได้นำเอาแนวคิดและภูมิปัญญาของจีนมาส่งเสริมความก้าวหน้าของอารยธรรมทางการเมืองของมนุษยชาติอีกด้วย
นอกจากนี้ นายจาง เจี้ยนเว่ย ได้กล่าวยกย่องเลขาธิการใหญ่ สี จิ้นผิง ที่มุ่งมั่นเพื่ออุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ของชาติจีน และอุทิศตนเพื่ออุดมการณ์อันสูงส่งแห่งสันติภาพและการพัฒนาของมวลมนุษยชาติ พรรคคอมมิวนิสต์จีนดำเนินนโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระและมุ่งเน้นสันติภาพ โดยยึดหลักการแลกเปลี่ยนระหว่างพรรคการเมืองสี่ประการ ได้แก่ ความเป็นอิสระ ความเสมอภาค การเคารพซึ่งกันและกัน และการไม่แทรกแซงกิจการภายใน สถาปนาความสัมพันธ์ฉันมิตรกับพรรคการเมืองและองค์กรทางการเมืองกว่า 700 องค์กร ในกว่า 170 ประเทศทั่วโลก รวมถึงพรรคการเมืองในประเทศไทย ภายใต้การนำของแนวคิดทางการทูตของสี จิ้นผิง จีนสนับสนุนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศรูปแบบใหม่บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน ความเป็นธรรม และความร่วมมือแบบได้ประโยชน์ร่วมกัน สนับสนุนโลกหลายขั้วที่เท่าเทียมและเป็นระเบียบ และโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม และแน่วแน่ในความมุ่งมั่นที่จะสร้างสันติภาพโลก สนับสนุนการพัฒนาโลก ปกป้องระเบียบระหว่างประเทศ และจัดหาสาธารณประโยชน์ จีนเป็นหุ้นส่วนที่แท้จริงที่ประเทศไทยสามารถไว้วางใจและพึ่งพาได้เสมอ ในส่วนของความสัมพันธ์ทวิภาคี ในปี 2568 ที่ผ่านมา จีนและไทยได้ร่วมกันฉลองครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้เสด็จเยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งประวัติศาสตร์ได้บรรลุฉันทามติสำคัญใหม่ในการกระชับความร่วมมือเพื่อสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน ภายใต้การนำเชิงยุทธศาสตร์ของประมุขทั้งสองประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและไทยแสดงให้เห็นถึงความมีชีวิตชีวาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ต้นปีนี้ ความร่วมมือระหว่างจีนและไทยในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตแสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง เป็นครั้งแรกที่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ของจีนได้ลงทุนขนาดใหญ่ในประเทศไทย และบริษัทผลิตแผงวงจรพิมพ์ชั้นนำหลายแห่งได้ขยายการลงทุนในประเทศไทย ช่วยให้อุตสาหกรรมไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและอัจฉริยะ ขณะที่การแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนมีความคึกคักอย่างมาก ณ วันที่ 20 มิถุนายนปีนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่มาเยือนประเทศไทยมีจำนวนถึง 2.54 ล้านคน เพิ่มขึ้นเกือบ 19% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ครองอันดับหนึ่งในบรรดานักท่องเที่ยวต่างชาติ จำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ไปท่องเที่ยวจีนก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ปัญญาประดิษฐ์ การศึกษาอัจฉริยะ การสำรวจอวกาศห้วงลึก และอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ กำลังกลายเป็นจุดเติบโตใหม่สำหรับความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกันระหว่างสองประเทศ ซึ่งมีส่วนช่วยในกระบวนการพัฒนาให้ทันสมัยของทั้งสองประเทศและนำมาซึ่งผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชน ตลอดยาวนาน 51 ปีแห่งความทุ่มเท ความพยายามและผลิดอกออกผลเป็นความสำเร็จที่งดงาม ไม่ว่าสถานการณ์ระหว่างประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร จีนและไทยก็ยืนหยัดการเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ ก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน ทั้งสองประเทศเคารพเส้นทางการพัฒนาของกันและกัน และสนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างมั่นคงในการปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์ด้านการพัฒนาของชาติ ความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกันได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ประสบความสำเร็จ โดยการค้าทวิภาคีเพิ่มขึ้นมากกว่า 6,000 เท่า เมื่อเทียบตอนต้นของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต จีนเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของไทยติดต่อกัน 13 ปี และยังเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรที่ใหญ่ที่สุดของไทย เป็นแหล่งลงทุนหลัก และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดของไทย ซึ่งความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในกิจการระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ จะทำให้สองประเทศกลายเป็นกำลังสำคัญในซีกโลกใต้ ปีนี้เป็นปีเริ่มต้นของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 ของจีน และเป็นจุดเริ่มต้นของ 50 ปีทองครั้งใหม่สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างจีนและไทย ภายใต้การนำที่เข้มแข็งของพรรคคอมมิวนิสต์จีน จีนจะยังคงยึดมั่นในหลักการแห่งมิตรภาพ ความจริงใจ ผลประโยชน์ร่วมกัน และยอมรับความแตกต่างในนโยบายการทูตกับประเทศเพื่อนบ้าน ณ จุดเริ่มต้นทางประวัติศาสตร์ครั้งใหม่นี้ จีนยินดีที่จะเสริมสร้างการประสานยุทธศาสตร์การพัฒนากับไทย รักษามิตรภาพอันดีงามที่มีมายาวนาน และกระชับความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้ผลของการพัฒนาเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศในวงกว้างยิ่งขึ้น ร่วมกันส่งเสริมสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค เขียนบทใหม่ในการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน และเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่แห่งความทันสมัยสำหรับทั้งสองประเทศ

ทางด้านตัวแทนจากพรรคการเมืองไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย ได้กล่าวปาฐกถาแสดงความยินดีในนามของพรรคเพื่อไทย โดยระบุว่ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาแสดงความยินดีในสองวาระอันทรงคุณค่านี้ ทั้งการครบรอบ 105 ปี พรรคคอมมิวนิสต์จีน และครบรอบ 51 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน โดยที่ผ่านมา พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้มีบทบาทสำคัญในการนำพาประเทศก้าวผ่านความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และการพัฒนาในหลากหลายด้าน จนจีนขึ้นมามีบทบาทนำในเวทีโลก ทั้งการพัฒนาคุณภาพชีวิต วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างก้าวกระโดด สำหรับประเทศไทย ความสัมพันธ์ไทย-จีน เติบโตและดำเนินอยู่บนพื้นฐานของสันติภาพ การเคารพซึ่งกันและกัน และความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ความผูกพันของทั้งสองประเทศไม่ใช่เพียงแค่เรื่องการทูตตามกรอบพิธีการเท่านั้น แต่เป็นความสัมพันธ์ที่หยั่งรากลึกไปถึงระดับประชาชน ภาคการค้า การลงทุน วัฒนธรรม การศึกษา และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศอย่างแนบแน่น คำกล่าวที่ว่า จีน-ไทย ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน ยังคงสะท้อนภาพความจริงได้ดีที่สุดในทุกยุคทุกสมัย โลกในศตวรรษนี้จำเป็นต้องพึ่งพาความร่วมมือมากกว่าการเผชิญหน้า การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ท่ามกลางบริบทโลกที่ผันผวนต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดและการเคารพในผลประโยชน์ระหว่างกัน ปัจจุบันไทยและจีนเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้านที่มีความเชื่อมโยงในทุกมิติ โดยเฉพาะโอกาสใหม่ ๆ ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ เศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานสะอาด เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ โครงสร้างพื้นฐานข้อมูล เกษตรทันสมัย การท่องเที่ยว และวัฒนธรรม ซึ่งล้วนสร้างโอกาสใหม่ ๆ และยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่ประชาชนทั้งสองประเทศ พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับการสร้างสมดุล การเปิดกว้าง และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง การสร้างความสัมพันธ์อันดีจะเป็นรากฐานของการสร้างความมั่นคงร่วมกันและยกระดับเศรษฐกิจ ยิ่งไปกว่านั้น พรรคเพื่อไทยยังให้ความสำคัญกับการร่วมมือผ่านกลไกระดับพรรคการเมือง ซึ่งจะเป็นช่องทางสำคัญในการเสริมสร้างการทูตสองระดับ ควบคู่ไปกับการดำเนินงานทางการทูตในระดับรัฐบาล เพื่อสนับสนุนและขับเคลื่อนผลประโยชน์ที่จับต้องได้ส่งตรงถึงประชาชน ในโอกาสอันเป็นมงคลนี้ ขออวยพรให้พรรคคอมมิวนิสต์จีน และมิตรภาพระหว่างสองประเทศเจริญงอกงามยิ่งขึ้นต่อไปไม่มีสิ้นสุด ขอให้ทั้งสองประเทศร่วมมือกันสร้างอนาคตที่ประชาชนกินดีอยู่ดี และร่วมกันสร้างภูมิภาคที่เจริญรุ่งเรือง มั่นคง และผาสุกร่วมกันอย่างยั่งยืนสืบไป

ขณะที่มุมมองจากภาคสื่อมวลชน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.กำพล มหานุกูล นายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีน ได้กล่าวสุนทรพจน์เฉลิมฉลองครบรอบ 105 ปี แห่งการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน และวาระครบรอบ 51 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน โดยชี้ให้เห็นว่า ในบริบทของการพัฒนาความสัมพันธ์และความร่วมมือในยุคดิจิทัล กลไกหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเป็นสะพานเชื่อมร้อยใจ เชื่อมโยงข้อมูล และสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศก็คือสื่อมวลชน ซึ่งความร่วมมือที่เข้มแข็งและยั่งยืนของสื่อมวลชนไทยและจีนในทุกวันนี้ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดการสนับสนุนอย่างเต็มกำลังและต่อเนื่องจากสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ที่คอยเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนให้เกิดการแลกเปลี่ยนในทุกมิติ หากมองลึกลงไปในความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม สิ่งที่น่าชื่นชมและเป็นประโยชน์ต่อวงการสื่อมวลชนไทยเป็นอย่างยิ่ง คือบทบาทของสำนักงานข่าวซินหัว (Xinhua) ที่ได้ทำหน้าที่เป็นช่องทางสำคัญในการส่งต่อข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็ว ทั้งข่าวสารความก้าวหน้าจากประเทศจีน และข่าวสำคัญจากทั่วทุกมุมโลก ให้แก่สื่อมวลชนไทยได้นำไปใช้อย่างกว้างขวาง ช่วยให้คนไทยได้รับรู้และเข้าใจพัฒนาการของจีนและสถานการณ์โลกจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือโดยตรง นอกจากนี้ การเข้ามามีบทบาทของ China Media Group (CMG) ยิ่งช่วยยกระดับการรับรู้ข้อมูลข่าวสารให้มีความหลากหลายและเข้าถึงประชาชนในวงกว้างมากยิ่งขึ้น ผ่านการสร้างสรรค์ร่วมมือผลิตรายการ จับจ้องมองจีน ทางสถานีโทรทัศน์เนชั่นทีวี ซึ่งทางสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน ก็ได้ช่วยสนับสนุนอยู่ด้วย เปรียบเสมือนหน้าต่างบานใหญ่ที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมชาวไทยได้เห็นภาพลักษณ์ของจีนยุคใหม่ ทั้งในแง่ของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี นวัตกรรม และวัฒนธรรม เป็นการทำลายกำแพงทางภาษาและระยะทาง ทำให้คนไทยเข้าใจมิติอันหลากหลายของจีนได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น สิ่งที่อยากจะเน้นย้ำและชื่นชมเป็นพิเศษ คือความร่วมมือที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่หน้าจอหรือหน้ากระดาษข่าว แต่ยังขยายผลไปสู่การพัฒนาบุคลากรและองค์ความรู้ โดยที่ผ่านมา สถานทูตจีน หอการค้าไทย-จีน และ CMG ได้ให้การสนับสนุนหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน ของสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน มาโดยตลอด การสนับสนุนนี้เป็นการสร้างเครือข่ายผู้บริหาร สื่อมวลชน และผู้นำทางความคิดในสังคมไทย ที่มีความรู้ความเข้าใจในบริบทการทำธุรกิจและวัฒนธรรมของจีนอย่างแท้จริง ซึ่งนี่คือรากฐานสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกันอย่างยั่งยืน ในท้ายที่สุดนี้ เชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า ความร่วมมือระหว่างสื่อมวลชนไทยและจีน ภายใต้ร่มเงาแห่งการสนับสนุนของสถานทูตจีน จะยังคงทำหน้าที่เป็นทูตทางวัฒนธรรมและข้อมูลข่าวสารที่แข็งแกร่ง ร่วมกันถักทอความสัมพันธ์อันดีนี้ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อก้าวไปสู่อีกครึ่งศตวรรษถัดไปของความสัมพันธ์ไทย-จีน ที่เต็มไปด้วยความก้าวหน้า ความมั่งคั่ง และความผาสุกร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศ



























