DPU จับมือ CSC เปิดนิทรรศการอุดมศึกษาจีน 2026 สร้างเครือข่ายมหาวิทยาลัยชั้นนำไทย-จีน “ยกระดับศักยภาพ” พร้อมลัดฟ้าสู่ความสำเร็จ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ร่วมกับ สภาทุนการศึกษาแห่งประเทศจีน (China Scholarship Council: CSC) เปิดงาน “2026 นิทรรศการการอุดมศึกษาจีน” (China Higher Education Exhibition) ณ ห้องประชุมปรีดี พนมยงค์ DPU เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 เพื่อยกระดับความร่วมมือทางการศึกษาระหว่างประเทศไทยและประเทศจีน พร้อมเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยเข้าถึงสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของจีน โดยมีมหาวิทยาลัยระดับแถวหน้าของจีนเข้าร่วมงานรวมทั้งสิ้น 34 แห่ง ซึ่งในจำนวนนี้เป็นมหาวิทยาลัยในโครงการ “Double First-Class” หรือ “ซวงอีหลิว” ซึ่งเป็นกลุ่มมหาวิทยาลัยระดับหัวกะทิที่ได้รับการผลักดันสู่มหาวิทยาลัยระดับโลกถึง 27 แห่ง และมีสถาบันที่ติดอันดับโลกใน QS World University Rankings by Subject อีกถึง 18 แห่ง เข้าร่วมให้ข้อมูลกับนักเรียนไทยโดยตรง

ในโอกาสนี้ ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ได้กล่าวต้อนรับคณะผู้แทนพร้อมเปิดเผยถึงเป้าหมายสำคัญของการจัดงานในครั้งนี้ว่า งาน “2026 นิทรรศการการอุดมศึกษาจีน” ไม่ได้เป็นเพียงการแนะแนวศึกษาต่อทั่วไป แต่เป็นการยกมหาวิทยาลัยระดับ “มันสมอง” ของประเทศจีนมาไว้ที่ DPU เพื่อสร้างสะพานสู่โอกาสและสานฝันทางการศึกษาให้แก่เยาวชนไทย โดยความสำเร็จที่เห็นได้ชัดคือในปีก่อนหน้า มีนักศึกษาไทยได้รับโอกาสไปศึกษาต่อที่ประเทศจีน จากการเข้าร่วมยื่นใบสมัครภายในงานนิทรรศการที่จัดขึ้นนี้ ถือเป็นการส่งต่อโอกาสและการสานฝันให้เกิดขึ้นจริงได้อย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ ดร.ดาริกา ยังได้ระบุถึงพันธกิจสำคัญว่า มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์มีความมุ่งมั่นพัฒนาการเรียนการสอนภาษาจีนอย่างต่อเนื่องเพื่อขยายโอกาสสู่สังคมภายนอก เพราะปัจจุบันภาษาจีนไม่ใช่เพียงกระแสนิยมชั่วคราว แต่คือ “ภาษาแห่งโอกาส” และความรู้ที่จะเปิดประตูสู่การค้นพบศักยภาพใหม่ๆ พร้อมประกาศความตั้งใจในฐานะสถาบันอุดมศึกษาเอกชนชั้นนำที่นักศึกษาชาวจีนไว้วางใจมากที่สุดว่า “เรามุ่งมั่นทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมการศึกษาไทย-จีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพราะเป้าหมายสูงสุดของเรา คือการสนับสนุนให้เยาวชนไทยก้าวไปได้ไกลที่สุดบนเวทีโลก”
ขณะที่ คุณสวี่ หลัน ที่ปรึกษาฝ่ายการศึกษา สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ได้เน้นย้ำถึงยุทธศาสตร์ความสัมพันธ์ทางการศึกษาในวาระครบรอบ 51 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีนในปี 2026 นี้ การแลกเปลี่ยนทางการศึกษาถือเป็นสะพานเชื่อมโยงภาคประชาชนที่สำคัญยิ่งในการบ่มเพาะบุคลากรที่มีคุณภาพของทั้งสองฝ่ายเพื่อสร้างโชคชะตาร่วมกัน ซึ่งปัจจุบันสถาบันอุดมศึกษาของจีนกว่า 3,000 แห่ง ได้สร้างเครือข่ายความร่วมมือไปทั่วโลก และมีนักศึกษาไทยเดินทางไปศึกษาต่อปีละนับหมื่นคน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาภูมิภาคตามข้อริเริ่ม “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อเปิดกว้างสู่สากลอย่างต่อเนื่อง
พร้อมกันนี้ คุณสวี่ หลัน ยังได้กล่าวขอบคุณมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ที่เป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมการแลกเปลี่ยนทางการศึกษาครั้งใหญ่ในครั้งนี้ พร้อมเน้นย้ำว่ามิตรภาพอันยาวนานมีรากฐานจากประชาชน และความหวังในอนาคตอยู่ที่เยาวชนทุกคน โดยประเทศจีนยินดีต้อนรับเยาวชนไทยผู้มีความใฝ่ฝันทุกคนให้ได้ไปศึกษาและพัฒนาศักยภาพตนเอง เพื่อเติบโตไปเป็นผู้เชื่อมสัมพันธไมตรี ความเข้าใจ และร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาระหว่างไทย-จีนให้สืบทอดสายใยจากรุ่นสู่รุ่น
ด้าน ศาสตราจารย์ จาง จวิ้น รองเลขาธิการคณะกรรมการบริหารสภาทุนการศึกษาแห่งประเทศจีน (China Scholarship Council: CSC) กล่าวขอบคุณมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์และสถานทูตจีนที่ร่วมสนับสนุนนิทรรศการนี้ด้วยดีมาโดยตลอด พร้อมทั้งยังได้เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีนักเรียนไทยศึกษาต่อในจีนมากกว่า 28,000 คน ซึ่งสูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศที่มีนักศึกษาต่างชาติมากที่สุด โดยการเดินทางมาเยือนของ 34 มหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกในครั้งนี้ อาทิ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง มหาวิทยาลัยถงจี้ และมหาวิทยาลัยอู่ฮั่น มีวัตถุประสงค์เพื่อแนะนำนโยบายและมอบโอกาสทุนการศึกษา เพื่อดึงดูดนักเรียนไทยศักยภาพสูงไปศึกษาต่อ ณ ประเทศจีน โดยตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี ทาง CSC ได้สนับสนุนนักศึกษาจีนในการออกไปศึกษาต่อต่างประเทศมาแล้วกว่า 350,000 คน และส่งเสริมนักศึกษาต่างชาติให้เข้ามาศึกษาต่อในจีนอีกกว่า 250,000 คน เพื่อสร้างบุคลากรระดับสูงที่เข้าใจจีนและร่วมขับเคลื่อนไมตรีจิตระหว่างประเทศ
สำหรับในมิติความร่วมมือ รองเลขาธิการฯ ยังระบุถึงความสัมพันธ์ทวิภาคีที่ก้าวสู่ยุคใหม่ โดยหยิบยกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน และเสด็จเยือนสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำอย่างมหาวิทยาลัยปักกิ่งและมหาวิทยาลัยครุศาสตร์ปักกิ่ง ทรงเป็นแบบอย่างที่ทรงเกียรติในด้านการสนับสนุนความร่วมมือและส่งเสริมบุคลากรทางการศึกษาแบบทวิภาคีอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งในโอกาสนี้ ทาง CSC มีความปีติยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะผสานความร่วมมือกับแวดวงการศึกษาไทย สานต่อวิสัยทัศน์ของผู้นำทั้งสองประเทศในการยกระดับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อผลักดันการศึกษาทวิภาคีให้ประสบความสำเร็จและเติบโตอย่างยั่งยืนสืบไป

สำหรับอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญภายในงาน นอกเหนือจากโอกาสที่ผู้ปกครองและนักเรียนได้พบกับผู้แทนมหาวิทยาลัยโดยตรงแล้ว คือการบรรยายพิเศษโดย รองศาสตราจารย์ ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อธิการบดีกิตติคุณมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยท่านได้ร่วมแสดงทัศนะในหัวข้อเกี่ยวกับการศึกษาและการสร้างคุณค่า โดยชี้ให้เห็นว่า การศึกษาไม่ใช่เพียงกระบวนการถ่ายทอดหรือสะสมความรู้ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถของมนุษย์ให้สามารถ “สร้างคุณค่า” ทั้งแก่ตนเอง ผู้อื่นและสังคม
เป้าหมายของการศึกษาจึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการเรียนเพื่อสอบให้ผ่านหรือรับปริญญา แต่ต้องช่วยให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปสร้างประโยชน์ พัฒนาชีวิต และยกระดับสังคมรอบตัวได้ พร้อมแนะให้เยาวชนเร่งค้นหาตนเอง วางแผนเป้าหมายชีวิต และใช้โอกาสทางการศึกษาอย่างเต็มที่ เพื่อเป็นเครื่องมือในการคิดวิเคราะห์และพร้อมรับมือกับความท้าทายในตลาดแรงงานโลกผ่านหลักคิดสำคัญอันประกอบด้วย 3ต. และ 2ก.
“ตระหนักคุณค่า – ตื่นตัวรับมือ – เติบโตสู่เวทีโลก”
โดย รศ.ดร.วรากรณ์ เริ่มต้นขยายความหนทางสู่ความสำเร็จ ผ่านเรื่องราวของชายหนุ่มที่เพิ่งมองเห็นโลกได้เป็นครั้งแรกหลังจากใช้ชีวิตในความมืดมนมานาน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามนุษย์ไม่ควรรีบตัดสินผู้อื่นจากสิ่งที่เห็นเพียงชั่วขณะ เพราะแต่ละคนล้วนมีที่มาและเงื่อนไขชีวิตที่แตกต่างกัน การทำความเข้าใจผู้อื่นจึงต้องอาศัยทั้งข้อมูล เหตุผล และความเห็นอกเห็นใจ เช่นเดียวกับภาพตัวเลขที่คนสองคนยืนมองจากคนละด้าน คนหนึ่งอาจเห็นเป็นเลข 6 ขณะที่อีกคนเห็นเป็นเลข 9 แม้จะมองสิ่งเดียวกันแต่มุมมองที่แตกต่างย่อมนำไปสู่คำตอบที่ไม่เหมือนกัน หากลองเปลี่ยนตำแหน่งและมองจากมุมของอีกฝ่าย ก็จะเข้าใจเหตุผลรองรับของความเห็นที่แตกต่างนั้นได้เสมอ ซึ่งการศึกษาการอ่านและการคิดวิเคราะห์จะช่วยให้มองเห็นเรื่องราวได้รอบด้าน ไม่รีบด่วนตัดสิน และนำไปสู่การ “ตระหนักคุณค่า” ของเพื่อนมนุษย์
สิ่งเหล่านี้คือพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาไปสู่ “การสร้างคุณค่า” หรือ Value Creation ซึ่งเป็นสาระสำคัญของการบรรยาย โดยอธิบายว่า สิ่งใดก็ตามที่ทำให้ชีวิตของมนุษย์ดีขึ้น ช่วยแก้ปัญหา สร้างความรู้ เพิ่มประสิทธิภาพ ลดเวลา ลดต้นทุน หรือสร้างความสุขให้แก่ผู้อื่น ล้วนถือเป็นการสร้างคุณค่าทั้งสิ้น ตั้งแต่การคิดค้นปัญญาประดิษฐ์ การพัฒนาวิธีการรักษาโรค การทำธุรกิจ ตลอดจนการพัฒนาชุมชน ซึ่งเมื่อความสามารถนั้นเป็นประโยชน์และได้รับการยอมรับ คุณค่าจะพัฒนาไปสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างอาชีพและรายได้ ขณะเดียวกันคุณค่ายังครอบคลุมถึงสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเงิน เช่น ความซื่อสัตย์ คุณธรรม และการมีจิตอาสา
เมื่อผู้เรียนเข้าใจแก่นของการสร้างคุณค่าแล้ว ย่อมเกิดความ “ตื่นตัวรับมือ” พร้อมที่จะจุดประกายความคิดและดึงศักยภาพที่มีอยู่ออกมาเปลี่ยนแปลงชีวิตของตนเอง จากคนธรรมดาสามารถพัฒนาเป็นบุคลากรชั้นนำในหลากสาขาอาชีพ หรือแม้กระทั่งเกษตรกรหากเข้าถึงเทคโนโลยีก็สามารถทำเกษตรแบบแม่นยำเพื่อเพิ่มผลผลิตได้ และท้ายที่สุด หลักคิดทั้งหมดนี้จะเป็นแรงผลักดันให้เยาวชนสามารถ “เติบโตสู่เวทีโลก” มีเกราะป้องกันที่ช่วยคิดวิเคราะห์ รับมือกับปัญหาที่ซับซ้อน และบริหารจัดการชีวิตให้ประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืนด้วยตนเอง
“กำหนดทิศทาง – กล้าเรียนรู้โลก”
ในมิติของการดำเนินชีวิต รศ.ดร.วรากรณ์ ยังเน้นย้ำเพิ่มเติมว่า ชีวิตไม่ควรถูกปล่อยให้ดำเนินไปตามสถานการณ์โดยไม่มีเป้าหมาย มนุษย์ย่อมสามารถออกแบบและกำหนดทิศทางชีวิตของตนเองได้ ผ่านการศึกษา การเรียนรู้ การวางแผน และการตัดสินใจอย่างมีสติ โดยเฉพาะเยาวชนในช่วงอายุ 17–18 ปี ซึ่งเป็นช่วงสำคัญของการค้นหาตนเองและตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคต หากมีโอกาสทางการศึกษา ควรใช้โอกาสนั้นอย่างเต็มที่ พร้อมตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนว่าต้องการพัฒนาความรู้ ความสามารถ และคุณค่าของตนเองไปในทิศทางใด ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความเปราะบาง หากขาดเป้าหมายหรือไม่รู้เท่าทัน ก็อาจตกอยู่ในความเสี่ยงจากยาเสพติด การพนัน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือการหลอกลวงของมิจฉาชีพได้ง่าย การศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิตจึงเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่ช่วยให้บุคคลคิดวิเคราะห์ ตัดสินใจ และรับมือกับปัญหาที่ซับซ้อนมากขึ้นได้
ขณะเดียวกัน ความท้าทายจากการศึกษาต่อต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกำแพงภาษาหรือวัฒนธรรมที่ต่างออกไป คือบททดสอบสำคัญที่จะผลักดันให้เยาวชน “กล้าเรียนรู้โลก” แม้การใช้ชีวิตในต่างประเทศอาจไม่สะดวกสบายเท่าการอยู่ในประเทศไทย แต่ข้อจำกัดและความท้าทายเหล่านั้นจะผลักดันให้ผู้เรียนต้องออกจากพื้นที่ Comfort Zone มารับผิดชอบตนเองมากขึ้น ฝึกการปรับตัว การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และดึงศักยภาพที่มีอยู่ออกมาใช้ได้อย่างเต็มความสามารถ ซึ่งประสบการณ์ความยากลำบากเหล่านี้จะหล่อหลอมให้เกิดความอดทน ความเป็นผู้ใหญ่ และความเข้าใจโลกที่กว้างขึ้น
ทัศนะดังกล่าวยังสอดคล้องกับภาพสะท้อนในปัจจุบันที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกไม่ได้ผูกขาดอยู่กับชาติตะวันตกอีกต่อไป แต่จีนได้ก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับโลก ส่งผลให้ระบบอุดมศึกษาของจีนพัฒนาอย่างก้าวกระโดดจนก้าวสู่กลุ่มมหาวิทยาลัยชั้นนำที่โดดเด่นด้านงานวิจัยขั้นสูง ซึ่งความก้าวหน้านี้ได้กลายเป็นโอกาสครั้งสำคัญของเยาวชนไทย เมื่อมหาวิทยาลัยจีนจำนวนมากหันมาเปิดหลักสูตรนานาชาติในทุกระดับปริญญา ช่วยให้ผู้เรียนเข้าถึงการศึกษาระดับโลกได้ทันทีแม้ไม่มีพื้นฐานภาษาจีน และยังสามารถพัฒนาทักษะสองภาษาควบคู่กันไปเพื่อสร้างข้อได้เปรียบในตลาดแรงงานยุคใหม่ การจัดนิทรรศการการอุดมศึกษาจีนครั้งนี้จึงถือเป็นประตูบานสำคัญที่ช่วยให้ผู้ปกครองและนักศึกษาได้เข้าถึงข้อมูลเชิงลึกอย่างแจ่มชัด ก่อนที่แต่ละคนจะตัดสินใจเลือกเส้นทางที่เหมาะสมกับเป้าหมายของตนเอง
“เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของการศึกษาไม่ควรวัดจากรายได้เพียงอย่างเดียว” รศ.ดร.วรากรณ์ อธิบาย แม้ว่าการมีรายได้สูงเป็นเรื่องสำคัญ “แต่ผู้เรียนควรพัฒนาตนเองให้เป็นทั้งคนเก่งและคนดี มีความสามารถในการประกอบอาชีพ ควบคู่กับการมีคุณธรรม การเห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์ และทำให้ชีวิตของผู้คนรอบข้างดีขึ้นเป็นสิ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะชีวิตที่ดีคือชีวิตที่สามารถสร้างประโยชน์ให้แก่ตนเอง ผู้อื่น และโลกที่เราอาศัยอยู่”
สำหรับงานนิทรรศการในครั้งนี้ บรรยากาศตลอดการจัดงานเป็นไปอย่างคึกคักและเต็มไปด้วยความประทับใจของผู้ปกครองและนักเรียนที่ได้รับโอกาสอันล้ำค่าในการยกระดับศักยภาพชีวิตสู่เวทีสากล ทั้งในส่วนของการเปิดบูธนิทรรศการเพื่อให้ได้พบปะพูดคุยกับผู้แทนมหาวิทยาลัยโดยตรง และกิจกรรมบรรยายพิเศษที่เจาะลึกข้อมูลนโยบายการสมัคร ขั้นตอนการยื่นขอวีซ่า โอกาสรับทุนการศึกษา CSC ตลอดจนการแนะนำเกี่ยวกับการสอบ HSK จากมหาวิทยาลัยระดับแนวหน้าของจีน ณ DPU Makerspace อาทิ Beijing University of Chinese Medicine, Wuhan University of Technology, Lanzhou University และ Beihang University เพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกแก่ผู้สนใจอย่างครบถ้วน













