หน้าแรก การศึกษา DPU เปิดโรงภาพยนตร์เป็นห้องเรียนมีชีวิต พานักศึกษาไทย–จีนชม “Dear You” เรียนรู้ภาษา วัฒนธรรม และสายใยสองแผ่นดิน

DPU เปิดโรงภาพยนตร์เป็นห้องเรียนมีชีวิต พานักศึกษาไทย–จีนชม “Dear You” เรียนรู้ภาษา วัฒนธรรม และสายใยสองแผ่นดิน

2

DPU เปิดโรงภาพยนตร์เป็นห้องเรียนมีชีวิต พานักศึกษาไทย–จีนชม “Dear You” เรียนรู้ภาษา วัฒนธรรม และสายใยสองแผ่นดิน

วิทยาลัยนานาชาติจีน มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดกิจกรรมเรียนรู้นอกห้องเรียนผ่านภาพยนตร์เรื่อง “Dear You (จดหมายรักถึงอาม่า)” เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาไทยและจีนร่วมสัมผัสเรื่องราวของครอบครัวชาวจีนโพ้นทะเล เรียนรู้ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และความผูกพันระหว่างไทย–จีน ผ่านภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวใกล้ตัวและเปี่ยมด้วยความอบอุ่น ณ โรงภาพยนตร์ SF Cinema ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569

กิจกรรมดังกล่าวได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์สวี่ หลัน อุปทูตที่ปรึกษาฝ่ายการศึกษา สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เข้าร่วมงาน พร้อมด้วย ผศ.ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู รองอธิการบดีสายงานวิชาการ ผศ.ดร.ศิริเดช คำสุพรหม รองอธิการบดีสายงานภาคีสัมพันธ์ อาจารย์โหยว เสียง คณบดีวิทยาลัยนานาชาติจีน และ ดร.วริศ ลิ้มลาวัลย์ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ ตลอดจนคณาจารย์และนักศึกษาจากวิทยาลัยนานาชาติจีนและคณะศิลปศาสตร์

ศาสตราจารย์สวี่ หลัน กล่าวว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้เปรียบเสมือน “สื่อการเรียนรู้ที่มีชีวิต” เนื่องจากนำภาษา ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของไทยและจีนมาถ่ายทอดผ่านความรักระหว่างอาม่ากับหลาน รวมถึงความคิดถึงบ้านเกิดและสายสัมพันธ์ของครอบครัวที่ก้าวข้ามพรมแดน ทำให้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ซึ่งอาจดูห่างไกล กลายเป็นเรื่องที่ผู้ชมสามารถสัมผัสและเข้าใจได้ง่ายขึ้น

สำหรับเยาวชนไทย ภาพยนตร์ช่วยให้เห็นการใช้ภาษาจีนผ่านบทสนทนาและวิถีชีวิตของตัวละครอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมสัมผัสอารมณ์ ความรู้สึก และความอบอุ่นที่ซ่อนอยู่ในภาษา ส่งผลให้ภาษาจีนไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงวิชาที่ต้องเรียนเพื่อการสอบ แต่กลายเป็นเครื่องมือในการทำความเข้าใจผู้คนและวัฒนธรรม

ขณะเดียวกัน นักศึกษาจีนยังได้เรียนรู้ความงดงามและความเปิดกว้างของสังคมไทย รวมถึงมองเห็นความหมายของคำว่า “จีน–ไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” ผ่านสายใยครอบครัว มิตรภาพ และการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้คนที่ได้รับการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น

ศาสตราจารย์สวี่ หลัน ระบุด้วยว่า การถ่ายทอดภาษาและวัฒนธรรมผ่านเรื่องราวที่เข้าถึงอารมณ์ สามารถช่วยลดกำแพงความแตกต่างระหว่างผู้คน และเปลี่ยนการเรียนรู้จากสิ่งที่เยาวชนรู้สึกว่า “ต้องเรียน” ให้กลายเป็นความรู้สึก “อยากเรียน” พร้อมกระตุ้นให้ผู้เรียนค้นหาความหมายและเรื่องราวทางวัฒนธรรมด้วยตนเอง

ขณะเดียวกัน อาจารย์โหยว เสียง คณบดีวิทยาลัยนานาชาติจีน มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยว่า ภาพยนตร์เรื่อง “Dear You (จดหมายรักถึงอาม่า)” ถ่ายทอดเรื่องราวของลูกหลานชาวจีนจากซัวเถาที่เดินทางไปตั้งถิ่นฐานและสร้างชีวิตในประเทศไทย สะท้อนเส้นทางการต่อสู้ของคนรุ่นก่อน ตลอดจนสายสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว บ้านเกิด และแผ่นดินใหม่ โดยเนื้อหามีความใกล้ชิดกับบริบทของประเทศไทย ซึ่งมีชาวไทยเชื้อสายจีนจำนวนมากสืบเชื้อสายมาจากพื้นที่ดังกล่าว

การนำภาพยนตร์เรื่องนี้มาจัดฉายในประเทศไทยได้รับการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย รวมถึงความร่วมมือจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดย DPU ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาที่นำนักศึกษาเข้าร่วมชม เนื่องจากมหาวิทยาลัยมีทั้งนักศึกษาไทยและนักศึกษาจีนจำนวนมาก รวมถึงมีการจัดการเรียนการสอนภาษาจีนและกิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทย–จีนอย่างต่อเนื่อง

กิจกรรมครั้งนี้มีนักศึกษาไทยและจีนเข้าร่วมจากหลายหลักสูตร ทั้งด้านธุรกิจภาษาจีน ธุรกิจภาษาอังกฤษ และธุรกิจระหว่างประเทศ ตั้งแต่ชั้นปีที่ 1–3 โดยมีผู้เข้าร่วมรวมประมาณ 166 คน ทำให้บรรยากาศภายในโรงภาพยนตร์เต็มไปด้วยการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างเยาวชนจากสองประเทศ

หลังรับชมภาพยนตร์ นักศึกษาจีนหลายคนสะท้อนว่า ได้เห็นภาพการดำเนินชีวิตของชาวจีนรุ่นก่อนที่เดินทางเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย รวมถึงความช่วยเหลือเกื้อกูลที่ได้รับจากคนไทย ซึ่งช่วยให้เข้าใจรากฐานความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนของทั้งสองประเทศได้ลึกซึ้งขึ้น

อาจารย์โหยว เสียง กล่าวว่า ภาพยนตร์ช่วยให้นักศึกษาเห็นว่า การเดินทางไปศึกษาและใช้ชีวิตในต่างประเทศไม่ได้หมายถึงการเรียนรู้เฉพาะเนื้อหาวิชาการเท่านั้น แต่ต้องเปิดใจทำความเข้าใจ เคารพ และปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น พร้อมแลกเปลี่ยนสิ่งดีงามระหว่างกัน เพื่อให้ผู้คนจากต่างพื้นฐานสามารถอยู่ร่วมกันและพัฒนาไปข้างหน้าได้

“ก่อนชมภาพยนตร์ นักศึกษาอาจเคยได้ยินเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนผ่านคำบอกเล่าหรือในตำรา แต่เมื่อได้เห็นเรื่องราวผ่านชีวิตของตัวละคร ทำให้เกิดความรู้สึกร่วมและอยากเรียนรู้มากขึ้น นักศึกษาจะเห็นว่าการเคารพวัฒนธรรม การทำความเข้าใจผู้อื่น และการแลกเปลี่ยนระหว่างกันเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อต้องไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ” อาจารย์โหยว เสียง กล่าว

สำหรับแนวคิดที่ว่า “จีน–ไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” อาจารย์โหยว เสียง มองว่า ภาพยนตร์สะท้อนความสัมพันธ์ดังกล่าวได้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านเรื่องราวของชาวจีนที่อพยพเข้ามาใช้ชีวิต หลอมรวม และเติบโตไปพร้อมกับสังคมไทย จนความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนของทั้งสองประเทศก้าวไกลกว่าคำว่า “พี่น้อง” และมีความใกล้ชิดเสมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน

อาจารย์โหยว เสียง กล่าวอีกว่า สิ่งที่เห็นได้ชัดจากการจัดกิจกรรมครั้งนี้คือความสนใจของนักศึกษาที่มีต่อภาพยนตร์ ตลอดการฉายแทบไม่มีผู้ชมลุกออกจากโรง สะท้อนว่าเนื้อหาสามารถดึงดูดความสนใจและสร้างความรู้สึกร่วมได้เป็นอย่างดี แตกต่างจากกิจกรรมบางรูปแบบที่ผู้เข้าร่วมอาจเข้า–ออกระหว่างการจัดงาน

นอกจากนี้ อุปทูตที่ปรึกษาฝ่ายการศึกษายังชื่นชมความมีระเบียบวินัยและบุคลิกภาพของนักศึกษา DPU รวมถึงมองว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เชื่อมโยงกับการศึกษาไทย–จีนได้อย่างเหมาะสม เพราะช่วยให้นักศึกษาเข้าใจภาษา วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ผ่านประสบการณ์ที่ใกล้ตัว โดยมหาวิทยาลัยเป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษากลุ่มแรกที่ได้รับโอกาสนำนักศึกษาเข้ารับชมก่อนการเผยแพร่ในวงกว้าง

ในอนาคต วิทยาลัยนานาชาติจีนมีแผนต่อยอดกิจกรรมลักษณะดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เนื่องจาก DPU มีนักศึกษานานาชาติจากหลากหลายประเทศ จึงต้องการใช้ภาพยนตร์ ศิลปะ และกิจกรรมสร้างสรรค์เป็นพื้นที่กลางในการเชื่อมโยงผู้คน เปิดโอกาสให้นักศึกษาเรียนรู้ความแตกต่างทางวัฒนธรรม พร้อมสร้างความเข้าใจและมิตรภาพระหว่างกัน ไม่จำกัดเฉพาะประเทศไทยและจีนเท่านั้น

ด้านอาจารย์สุรีรัตน์ ณิชาพัฒน์ รองคณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า คณะศิลปศาสตร์ได้นำนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ประมาณ 40 คน เข้าร่วมชมภาพยนตร์เรื่อง “Dear You จดหมายรักถึงอาม่า” เนื่องจากเป็นภาพยนตร์ที่กำลังได้รับความสนใจและมีเนื้อหาเชื่อมโยงกับการเรียนภาษาจีน แม้นักศึกษาจะเรียนภาษาจีนกลางเป็นหลัก แต่กิจกรรมครั้งนี้ช่วยเปิดโอกาสให้ได้สัมผัสภาษาแต้จิ๋ว พร้อมเรียนรู้รากเหง้า วิถีชีวิต วัฒนธรรม และความผูกพันของครอบครัวไทยเชื้อสายจีน ผ่านเรื่องราวของบรรพบุรุษที่เดินทางจากประเทศจีนมาเริ่มต้นชีวิตบนแผ่นดินไทยด้วยความอุตสาหะ เพื่อสร้างอนาคตที่ดีให้แก่ครอบครัว

ภาพยนตร์ยังเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้ว่า “ความเป็นจีน” ครอบคลุมทั้งกลุ่มชาติพันธุ์ ภาษา และวัฒนธรรมที่หลากหลาย โดยเฉพาะภาษาและวัฒนธรรมแต้จิ๋ว ซึ่งผูกพันกับวิถีชีวิตของคนไทยเชื้อสายจีนมาอย่างยาวนาน แม้นักศึกษาบางคนอาจฟังภาษาแต้จิ๋วไม่เข้าใจ แต่ความรู้ด้านภาษาจีนกลางและตัวอักษรจีนสามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงการสื่อสาร และสร้างความเข้าใจกับชาวจีนจากกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ได้

อาจารย์สุรีรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เรื่องราวในภาพยนตร์มีความใกล้เคียงกับประสบการณ์ของครอบครัวตนเอง ซึ่งมีบรรพบุรุษเดินทางมาจากประเทศจีนเพื่อทำมาหากินในประเทศไทย ก่อนเก็บเงินส่งกลับไปช่วยเหลือญาติพี่น้องที่บ้านเกิดอย่างสม่ำเสมอ แม้จะต้องจากบ้านเกิดมาด้วยความจำเป็น แต่ยังคงรักษาความผูกพันกับครอบครัวและไม่เคยทอดทิ้งรากเหง้าของตนเอง

ปัจจุบันสมาชิกในครอบครัวที่อยู่ในประเทศไทยและประเทศจีนยังคงติดต่อ ไปมาหาสู่ และเยี่ยมเยียนกันอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เทคโนโลยีการสื่อสาร เช่น WeChat ช่วยให้ครอบครัวทั้งสองประเทศใกล้ชิดกันมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่า แม้กาลเวลาและรูปแบบการดำเนินชีวิตจะเปลี่ยนแปลงไป แต่สายสัมพันธ์ของครอบครัวไทย–จีนยังคงได้รับการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น

ขณะที่ ดร.เพ็ญพิสุทธิ์ สีกาแก้ว อาจารย์ประจำวิทยาลัยนานาชาติจีน มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยภายหลังร่วมชมภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า ภาพยนตร์ถ่ายทอดความรัก ความผูกพัน และสายใยของครอบครัวชาวจีนโพ้นทะเลได้อย่างอบอุ่น โดยสะท้อนชีวิตของผู้คนที่ต้องเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลจากประเทศจีนมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในประเทศไทย ท่ามกลางความยากลำบาก แต่ยังคงรักษาความสัมพันธ์กับครอบครัวและบ้านเกิดผ่านการส่งเงิน จดหมาย และความช่วยเหลือกลับไปยังอีกแผ่นดินหนึ่ง

ในมิติด้านการศึกษา ภาพยนตร์ได้สอดแทรกประวัติความเป็นมาของการเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศไทย ตั้งแต่ช่วงที่การเรียนภาษาจีนยังเผชิญข้อจำกัด คนในชุมชนต้องพยายามรักษาภาษาและวัฒนธรรมของตนเองไว้ เพราะไม่ต้องการให้ลูกหลานลืมรากเหง้า ก่อนจะพัฒนาไปสู่การจัดตั้งโรงเรียนและการเรียนการสอนภาษาจีนอย่างเป็นระบบในเวลาต่อมา

เนื้อหาในภาพยนตร์ยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรู้หนังสือ โดยในอดีตแรงงานชาวจีนจำนวนมากไม่สามารถอ่านหรือเขียนจดหมายได้ เมื่อต้องการติดต่อครอบครัวที่บ้านเกิดจึงต้องอาศัยผู้รู้ช่วยเขียนจดหมายให้ ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้คนรุ่นก่อนตระหนักถึงคุณค่าของการศึกษา และพยายามส่งเสียให้ลูกหลานได้เรียนหนังสือ เพื่อให้สามารถอ่าน เขียน และสื่อสารได้ด้วยตนเอง

ดร.เพ็ญพิสุทธิ์ กล่าวว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังเป็นสื่อการเรียนรู้ที่ช่วยให้นักศึกษาไทยและนักศึกษาจีนเข้าใจประวัติศาสตร์ร่วมกันมากขึ้น นักศึกษาไทยที่มีเชื้อสายจีนจะได้ย้อนมองเส้นทางชีวิตของบรรพบุรุษ ขณะที่นักศึกษาจีนจะได้เห็นพัฒนาการของชุมชนจีนและการเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศไทยผ่านเรื่องราวที่เข้าใจง่ายและเข้าถึงอารมณ์

นอกจากนี้ การใช้ภาษาแต้จิ๋วเป็นภาษาหลักในการเล่าเรื่อง ยังสะท้อนความหลากหลายทางภาษาของชุมชนชาวจีนในประเทศไทย โดยในภาพยนตร์ ตัวละครใช้ภาษาแต้จิ๋วสื่อสารกันในครอบครัวและชุมชน ขณะที่การเรียนในโรงเรียนใช้ภาษาจีนกลาง ลักษณะดังกล่าวเปรียบได้กับการที่คนไทยใช้ภาษาถิ่นในชีวิตประจำวัน แต่ใช้ภาษาไทยมาตรฐานในการศึกษา

สำหรับคนรุ่นใหม่ ภาพยนตร์สามารถกระตุ้นให้เกิดความสนใจในภาษา วัฒนธรรม และประวัติครอบครัวของตนเองมากขึ้น เห็นได้จากนักศึกษาจีนจากเมืองซัวเถาคนหนึ่ง ซึ่งสามารถฟังภาษาแต้จิ๋วในภาพยนตร์ได้ตลอดทั้งเรื่อง และกล่าวหลังชมภาพยนตร์จบว่า รู้สึกคิดถึงบ้านและอยากเดินทางกลับไปหาครอบครัว สะท้อนให้เห็นว่าภาพยนตร์สามารถเชื่อมโยงผู้ชมเข้ากับบ้านเกิดและความทรงจำของตนเองได้อย่างลึกซึ้ง

ด้าน นายศักดา คำแทน นักศึกษาชั้นปีที่ 2 หลักสูตรภาษาจีนธุรกิจ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า แม้จะฟังภาษาแต้จิ๋วในภาพยนตร์ไม่เข้าใจ แต่รู้สึกประทับใจกับข้อความในจดหมาย “โพยก๊วน” ซึ่งใช้ถ้อยคำสั้นและเรียบง่าย แต่มีความหมายลึกซึ้ง สามารถถ่ายทอดความรัก ความคิดถึง และความผูกพันของผู้คนที่อยู่ห่างไกลกันได้อย่างกินใจ ภาพยนตร์ยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของทักษะด้านภาษา เพราะการเลือกใช้ถ้อยคำอย่างเหมาะสมสามารถถ่ายทอดความรู้สึกของผู้ส่งสารผ่านตัวอักษร ทำให้ข้อความทุกคำมีพลังและเข้าถึงหัวใจของผู้อ่านได้