หน้าแรก อื่นๆ BU China–Thailand InterBiz 2026 รวมผู้นำไทย–จีน ถอดรหัสลงทุนจีน พัฒนาคนสู่อนาคต

BU China–Thailand InterBiz 2026 รวมผู้นำไทย–จีน ถอดรหัสลงทุนจีน พัฒนาคนสู่อนาคต

6

มหาวิทยาลัยกรุงเทพ โดยวิทยาลัยนานาชาติจีน (Bangkok University Chinese International: BUCI) ร่วมกับ สถาบันวิจัยพัฒนาเศรษฐกิจและการศึกษา บี อาร์ ไอ สมาคมการค้าการลงทุนเส้นทางสายไหมไทย–จีน และศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ไทย–จีน สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดงาน “BU China–Thailand InterBiz 2026” วันที่ 22 มิถุนายน 2569 ณ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ภายใต้หัวข้อ “Thailand First, ASEAN Next: China’s Investment Strategy” “ตั้งหลักในไทยวางกลยุทธ์สู่อาเซียน” (立足泰国、布局东盟——中国企业对泰投资的战略机遇与实践路径) เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศไทย จีน และภูมิภาคอาเซียน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน และการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว

ภายในงานมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สมาคมการค้า สื่อมวลชน นักวิชาการ นักศึกษา และผู้ประกอบการไทย–จีน เข้าร่วมกว่า 300 คน พร้อมกิจกรรมเสวนาเชิงยุทธศาสตร์จากผู้บริหารระดับสูง ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนศึกษา และผู้นำองค์กรธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญต่อความร่วมมือไทย–จีน การลงนามความร่วมมือกับหน่วยงานวิจัย สมาคมและมหาวิทยาลัย ตลอดจนบูธนิทรรศการจากบริษัทพันธมิตรต่างๆ

ดร.นิธิวดี จรรยาสวัสดิ์ คณบดีวิทยาลัยนานาชาติจีน มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานว่า โลกธุรกิจยุคใหม่ต้องการองค์ความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์จริงมากกว่าความรู้จากตำราเพียงอย่างเดียว มหาวิทยาลัยกรุงเทพในฐานะ Practical University จึงมุ่งสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงมหาวิทยาลัยเข้ากับภาคธุรกิจ ภาครัฐ และภาคสังคม เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากผู้ปฏิบัติงานจริงและเตรียมความพร้อมสู่โลกการทำงานระหว่างประเทศไทย จีน และอาเซียน นอกจากนี้ ยังได้สะท้อนวิสัยทัศน์ของวิทยาลัยนานาชาติจีนว่า คณะมีความพยายามที่จะเป็นกลไกให้ผู้เรียนได้ ก้าวสู่การเป็น “Fast Track to Thailand, China and ASEAN” ทำหน้าที่การเชื่อมโยงโอกาสด้านการศึกษา ธุรกิจ และอาชีพระหว่างไทย จีน และพัฒนาต่อสู่อาเซียน พร้อมที่จะเปิดโอกาสร่วมพัฒนา Talent Supply Chain ที่เชื่อมโยงมหาวิทยาลัยกับสถานประกอบการ เพื่อร่วมกันผลิตบุคลากรที่สามารถสร้างคุณค่าให้แก่องค์กรทั้งไทยและจีนได้ตั้งแต่วันแรกของการเรียนและการลงมือปฏิบัติงานจริงที่จะมีส่วนร่วมในการช่วยแก้ไขปัญหาของสถานประกอบการ

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรรเสริญ มิลินทสูต รองอธิการบดีอาวุโสด้านวิชาการ และกรรมการสภามหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวต้อนรับและแสดงวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยว่า แม้ประเทศไทยจะมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุน และศักยภาพทางเศรษฐกิจ แต่ปัจจัยสำคัญที่สุดของความสามารถในการแข่งขันในอนาคตคือ “คน” มหาวิทยาลัยกรุงเทพจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคนที่มีทั้งความรู้ ทักษะแห่งอนาคต ความคิดสร้างสรรค์ ความเป็นผู้ประกอบการ และความสามารถในการทำงานข้ามวัฒนธรรม โดยเชื่อว่าการพัฒนาคนไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากมหาวิทยาลัยเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ ภาครัฐ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันสร้างบุคลากรที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจแห่งอนาคต

ดร.ธารากร วุฒิสถรกูล นายกสมาคมการค้าการลงทุนเส้นทางสายไหมไทย–จีน และประธานสถาบันวิจัยพัฒนาเศรษฐกิจและการศึกษา บี อาร์ ไอ กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกจากการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน การเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว ตลอดจนการแข่งขันด้านเทคโนโลยีที่เข้มข้นขึ้น ซึ่งส่งผลให้ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในฐานะ Strategic Gateway เชื่อมโยงจีนและอาเซียน โดยเห็นว่าความสำเร็จของประเทศไม่ควรวัดจากมูลค่าการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสามารถเปลี่ยนการลงทุนให้เป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนากำลังคน การวิจัย และนวัตกรรม พร้อมเสนอแนวทางความร่วมมือไทย–จีนใน 4 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตรร่วมระหว่างมหาวิทยาลัย การจัดตั้งศูนย์วิจัยร่วม การสร้างระบบฝึกงานร่วมกับภาคธุรกิจ และการพัฒนาเครือข่ายนักวิจัยและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ของทั้งสองประเทศ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวจาก “ฐานการผลิต” สู่ “ฐานนวัตกรรม” และจาก “ผู้รับเทคโนโลยี” สู่ “ผู้ร่วมสร้างเทคโนโลยี” ในอนาคต

พลเอกสุรสิทธิ์ ถนัดทาง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ไทย–จีน สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวถึงบทบาทของประเทศไทยในฐานะ Strategic Gateway ระหว่างจีนและอาเซียน โดยเห็นว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญว่าจะเป็นเพียง “ทางผ่านของการลงทุน” หรือจะก้าวขึ้นเป็น “ศูนย์กลางแห่งการสร้างคุณค่าใหม่” ของภูมิภาค เน้นย้ำว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องยกระดับศักยภาพด้านวิจัย พัฒนาเทคโนโลยี และสร้างระบบนิเวศแห่งนวัตกรรม โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคการศึกษา เพื่อเปลี่ยนผ่านจากผู้รับเทคโนโลยีไปสู่ผู้ร่วมพัฒนาเทคโนโลยี และจากฐานการผลิตไปสู่ฐานนวัตกรรมของภูมิภาคในอนาคต

ด้าน ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน ได้นำเสนอภาพรวมแนวโน้มการลงทุนของจีนในอาเซียน โดยระบุว่าการขยายธุรกิจของจีนในภูมิภาคจะขับเคลื่อนด้วย 4 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การกระจายฐานการผลิตและบริหารความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน การเติบโตของเศรษฐกิจสีเขียว การขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัล และการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานระดับภูมิภาค และยังชี้ให้เห็นว่า ไทยมีโอกาสสำคัญในการพัฒนาตนเองเป็นศูนย์กลางการผลิตและโลจิสติกส์ของภูมิภาค ฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ ศูนย์กลางอาหารมูลค่าเพิ่มสำหรับตลาดจีน ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัล และศูนย์กลางบริการทางธุรกิจและการท่องเที่ยวคุณภาพสูง โดยเน้นว่าความสามารถในการแข่งขันในอนาคตจะขึ้นอยู่กับการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ยังมีเวทีเสวนาจากผู้บริหารของหน่วยงานจีน ที่เป็นองค์กรที่เลือกเข้าสู่การตั้งปักฐานในไทย ได้แก่ Lazada Thailand, Haier Energy Technology , Bestway Chuang Wei, New Sky Energy, Top Asia International Logistics, TQL International มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้าน กลยุทธ์การลงทุน ประสบการณ์ และการขยายสู่ภูมิภาคอาเซียน โอกาสในอนาคตและทิศทางความร่วมมือ เหตุผลการเลือกประเทศไทย ประสบการณ์สำคัญในการดำเนินธุรกิจ ความท้าทาย บุคลากรองค์กรต้องการบุคลากรแบบใด ในประเด็นสำคัญต่างๆ

ภายในงานยังมีพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การออกบูธจากองค์กรและเครือข่ายพันธมิตรไทย–จีน ได้แก่ สถาบันวิจัยพัฒนาเศรษฐกิจและการศึกษา บี อาร์ ไอ สมาคมการค้าไทย-ซุ่นเต๋อ มหาวิทยาลัย Myanmar Creative University บริษัท Bestway Chuang Wei รวมถึงกิจกรรมการออกบูธจากหน่วยงานพันธมิตร เชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างนักศึกษา ผู้ประกอบการ และองค์กรธุรกิจ เพื่อสร้างโอกาสด้านการฝึกงาน การจ้างงาน และความร่วมมือในอนาคต เช่น Haier Appliance Manufacture
, AION Automobile Sales (Thailand), ICBC , Flash Express, Glamez , Artop Media, Perfect Pro Modular System และตัวแทนเข้าร่วมงานอีกมากมายกว่า 40 องค์กร

การจัดงาน BU China–Thailand Inter Biz 2026 ในครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยกรุงเทพและวิทยาลัยนานาชาติจีนในการเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านจีน–ไทย เพื่อขยายสู่ภูมิภาค และเป็นพื้นที่กลางสำหรับการเชื่อมโยงภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ และภาคนโยบาย เพื่อร่วมกันพัฒนากำลังคนคุณภาพ สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และเตรียมความพร้อมประเทศไทยสู่บทบาทสำคัญในเศรษฐกิจภูมิภาคแห่งอนาคต

“อนาคตของประเทศไม่ได้แข่งขันกันด้วยเงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่แข่งขันกันด้วยคุณภาพของคน ความรู้ และความสามารถในการสร้างคุณค่าใหม่ร่วมกัน”