หน้าแรก กิจกรรมสมาคมฯ หลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย–จีน รุ่นที่ 3 ถอดบทเรียน เสริมศักยภาพผู้นำ วิเคราะห์การลงทุนจีน–ไทย ชูโอกาสยกระดับอุตสาหกรรมอนาคต

หลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย–จีน รุ่นที่ 3 ถอดบทเรียน เสริมศักยภาพผู้นำ วิเคราะห์การลงทุนจีน–ไทย ชูโอกาสยกระดับอุตสาหกรรมอนาคต

1

หลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย–จีน รุ่นที่ 3 ถอดบทเรียน เสริมศักยภาพผู้นำ วิเคราะห์การลงทุนจีน–ไทย ชูโอกาสยกระดับอุตสาหกรรมอนาคต

หลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย–จีน รุ่นที่ 3 (บทจ.3) จัดกิจกรรม “ถอดบทเรียนและแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากการศึกษาดูงาน” เปิดเวทีให้ผู้เข้ารับการอบรม 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มมังกร กลุ่มกิเลน กลุ่มหงส์ และกลุ่มสิงห์ ร่วมวิเคราะห์ผลการศึกษาดูงานโรงงานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและนิคมอุตสาหกรรมในประเทศไทย เจาะประเด็นการลงทุนจากประเทศจีน มาตรการภาษี เทคโนโลยีการผลิต การพัฒนาทักษะแรงงาน และโอกาสของผู้ประกอบการไทยในการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมใหม่ พร้อมแลกเปลี่ยนข้อเสนอเพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ โดยหลักสูตรฯ จัดขึ้นโดยสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน สถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน ร่วมกับ ศูนย์เอเชียแอฟริกา China Media Group (CMG) และหอการค้าไทย-จีน ภายใต้การสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย โดยใช้แนวคิด “เรียนรู้จีน เข้าใจเทคโนโลยี เชื่อมโยงธุรกิจ สร้างโอกาสใหม่ให้เศรษฐกิจไทย–จีน” กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ณ ห้องพาโนรามา 1 ชั้น 14 โรงแรมดิ เอมเมอรัลด์ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร

การเสวนาแบ่งออกเป็น 2 ช่วง โดยช่วงแรกเป็นการนำเสนอของกลุ่มมังกรและกลุ่มกิเลน ซึ่งถอดบทเรียนจากการศึกษาดูงานโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า BYD จังหวัดระยอง เน้นวิเคราะห์มาตรการภาษี การลงทุนจากต่างประเทศ เทคโนโลยีการผลิต และความท้าทายของธุรกิจบริการหลังการขาย ขณะที่ช่วงที่ 2 เป็นการนำเสนอของกลุ่มหงส์และกลุ่มสิงห์ จากการศึกษาดูงานบริษัท ยาเดีย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยมุ่งแลกเปลี่ยนความรู้ด้านกฎหมายการประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติ บทบาทของนิคมอุตสาหกรรม และโอกาสพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ของไทย

สำหรับการเสวนาช่วงแรก ผู้ร่วมเสวนาจากกลุ่มมังกร ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการบริหารเครือข่ายผู้จัดจำหน่ายรถยนต์แบรนด์จีน ได้สะท้อนมุมมองเกี่ยวกับการปรับอัตราภาษีรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าแบบสำเร็จรูปทั้งคัน หรือ CBU (Completely Built-Up) ว่า แม้มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายจูงใจให้ผู้ผลิตต่างชาติเข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย แต่ก็อาจทำให้ต้นทุนรถยนต์นำเข้าสูงขึ้น กระทบต่อยอดขายและรายได้ของผู้จัดจำหน่าย ขณะที่การตั้งโรงงานในประเทศไม่ได้หมายความว่าจะเกิดการใช้ชิ้นส่วนหรือจ้างแรงงานไทยเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ จึงควรมีมาตรการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยได้รับประโยชน์จากการลงทุนมากขึ้น

ด้านกลุ่มกิเลนได้นำประสบการณ์จากการศึกษาดูงานมาวิเคราะห์การใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในกระบวนการผลิต โดยชี้ว่าการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวไม่ได้มีเป้าหมายเพียงลดแรงงาน แต่ยังช่วยเพิ่มความแม่นยำ ควบคุมคุณภาพ และลดความผิดพลาดจากมนุษย์ (Human Error) โดยเฉพาะกระบวนการเชื่อมตัวถังรถยนต์ที่ต้องการมาตรฐานการผลิตอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม โรงงานยังต้องอาศัยบุคลากรที่มีทักษะในการควบคุมเครื่องจักร จึงควรให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี (Know-how) เพื่อพัฒนาแรงงานไทยให้สามารถทำงานร่วมกับระบบอัตโนมัติและเติบโตสู่งานที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญสูงขึ้น

อีกประเด็นสำคัญคือความพร้อมของระบบบริการหลังการขาย (After-Sales Service) โดยผู้ร่วมเสวนาสะท้อนว่า การจัดตั้งศูนย์บริการรถยนต์ไฟฟ้าต้องใช้เงินลงทุนสูง ทั้งอาคาร เครื่องมือเฉพาะทาง และบุคลากร ขณะที่รายได้จากงานบำรุงรักษาบางประเภทลดลงเมื่อเทียบกับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน ทำให้ผู้จัดจำหน่ายต้องพิจารณาความคุ้มค่าของการลงทุน นอกจากนี้ จำนวนศูนย์บริการที่มากขึ้นไม่ได้หมายความว่าทุกแห่งจะซ่อมบำรุงได้ครบทุกประเภท จึงเสนอให้ผู้ผลิตรถยนต์มีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบบริการและถ่ายทอดความรู้ให้กับอู่ซ่อมรถขนาดเล็ก รวมถึงนักศึกษาสายช่างยนต์ เพื่อรองรับการขยายตัวของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า

การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นยังครอบคลุมการแข่งขันดึงดูดการลงทุนจากจีนระหว่างไทยกับเวียดนาม โดยผู้ร่วมเสวนามองว่าประเทศไทยมีข้อได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้ง ระบบขนส่ง และโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ แต่ยังต้องพัฒนาความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐ พร้อมเสนอให้จัดทำแผนแม่บทอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า กำหนดทิศทางการลงทุน ความต้องการชิ้นส่วน และการพัฒนาบุคลากรอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สามารถวางแผนและพัฒนาศักยภาพการผลิตให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม

สำหรับการเสวนาช่วงที่ 2 กลุ่มหงส์และกลุ่มสิงห์ได้ร่วมถอดบทเรียนจากการศึกษาดูงานบริษัท ยาเดีย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) โดยผู้แทนกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้อธิบายรูปแบบการประกอบธุรกิจในประเทศไทย ทั้งในนามบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล รวมถึงความแตกต่างระหว่างบริษัทจำกัดและบริษัทมหาชนจำกัด พร้อมยกกรณีบริษัท ยาเดีย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งมีผู้ถือหุ้นชาวจีนทั้งหมด เป็นตัวอย่างการลงทุนจากต่างประเทศภายใต้เงื่อนไขของกฎหมาย และอธิบายหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับข้อกำหนดการดำเนินธุรกิจของนักลงทุนต่างชาติ

จากการศึกษาดูงานบริษัท ยาเดีย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ร่วมเสวนามองว่าอุตสาหกรรมรถจักรยานไฟฟ้าและรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ายังมีโอกาสเติบโต แต่การสนับสนุนให้ประชาชนซื้อยานยนต์ไฟฟ้าผ่านมาตรการทางการเงินเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จึงเสนอให้ส่งเสริมการเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิต การวิจัยและพัฒนาชิ้นส่วน และการนำองค์ความรู้มาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการไทย เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ควบคู่กับการพัฒนาระบบชาร์จและโครงสร้างพื้นฐานรองรับการใช้งาน

ขณะที่ผู้แทนการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้ถ่ายทอดข้อมูลเกี่ยวกับนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี ซึ่งเป็นนิคมอุตสาหกรรมร่วมดำเนินงานระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยชี้ให้เห็นว่าการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมไม่ได้มีบทบาทเพียงรองรับการลงทุนและการตั้งโรงงาน แต่ยังสร้างการจ้างงาน กระจายรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนโดยรอบ พร้อมสะท้อนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการลงทุนจากต่างประเทศ โดยในอดีตญี่ปุ่นมีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ขณะที่ปัจจุบันนักลงทุนจีนเริ่มมีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีใหม่

ผู้ร่วมเสวนายังหยิบยกโอกาสของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ โดยมองว่าการเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในสู่รถยนต์ไฟฟ้าอาจกระทบต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์บางประเภท แต่ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยนำความเชี่ยวชาญเดิมไปต่อยอดสู่การผลิตชิ้นส่วนหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ หากมีการเตรียมความพร้อมและพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง ก็อาจเพิ่มโอกาสให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ได้มากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้บุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ หรือ “นอมินี” และข้อจำกัดด้านการถือครองที่ดิน โดยผู้ร่วมเสวนาตั้งข้อสังเกตถึงความสมดุลระหว่างการบังคับใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศกับการรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุน ขณะที่ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐอธิบายหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวและสิทธิประโยชน์ด้านการถือครองที่ดินภายในนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด เพื่อป้องกันการใช้สิทธิประโยชน์ผิดวัตถุประสงค์และส่งเสริมการแข่งขันอย่างเป็นธรรม

การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของผู้เข้ารับการอบรมทั้ง 4 กลุ่ม สะท้อนความสำคัญของการนำบทเรียนจากการศึกษาดูงานมาต่อยอดสู่การพัฒนาเศรษฐกิจไทย ทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะแรงงาน การส่งเสริมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมใหม่ และการเตรียมความพร้อมด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมเสนอให้นำองค์ความรู้และประสบการณ์จากการศึกษาดูงานตลอดหลักสูตรมาจัดทำรายงานหรือข้อเสนอเชิงนโยบายส่งต่อหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว