การจัดอันดับกองทัพอากาศโลกใหม่ ซึ่ง “อินเดียอยู่อันดับสาม รองจากสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย และนำหน้าจีน” ได้จุดชนวนให้เกิดการถกเถียงในสื่ออินเดียตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่สื่อรายหนึ่งกล่าวว่าการที่อินเดียติด 3 อันดับแรกของรายชื่อนี้ “น่าตื่นตาตื่นใจ” แต่อีกรายหนึ่งกลับเตือนว่า “การตัดสินใจที่ผิดพลาด การประเมินที่ผิดพลาด หรือความมั่นใจมากเกินไป อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ร้ายแรง”
ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญชาวจีนกล่าวเมื่อวันจันทร์ที่ 20 ต.ค.68 ว่ากองทัพควรได้รับการจัดอันดับตามขีดความสามารถที่แท้จริง ไม่ใช่ตามเอกสาร และการคำนวณผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากการโฆษณาเกินจริงจะไม่เป็นประโยชน์ต่อใครเลย โดยการจัดอันดับนี้จัดทำโดย World Directory of Modern Military Aircraft (WDMMA) ครอบคลุม 103 ประเทศ และ 129 หน่วยงานทางอากาศ ซึ่งรวมถึงกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพเรือ
โดยในรายงานของ Newsweek เมื่อวันพุธที่ 15 ต.ค.68 ระบุว่า “อินเดียได้แซงหน้าจีนขึ้นเป็นกองทัพอากาศที่ทรงพลังที่สุดอันดับสามของโลกอย่างน่าตกตะลึง ขณะที่สหรัฐฯ ยังคงครองอำนาจเหนือน่านฟ้า ตามมาด้วยรัสเซีย การเติบโตของอินเดียเป็นสัญญาณของการปรับสมดุลทางยุทธศาสตร์ของเอเชียครั้งใหญ่”
นอกจากนี้ เว็บไซต์ของ WDMMA ระบุว่า อินเดียใช้สูตรคำนวณ “TruVal Rating” ซึ่งไม่เพียงแต่พิจารณาจากความแข็งแกร่งโดยรวม แต่ยังรวมถึงการปรับปรุงการส่งกำลังบำรุงให้ทันสมัย การสนับสนุน การโจมตีและการป้องกันประเทศ และอื่นๆ โดยกำลังพลไม่ได้ถูกประเมินจากจำนวนเครื่องบินทั้งหมดเท่านั้น แต่ยังพิจารณาจากคุณภาพและสัดส่วนกำลังพลโดยรวมด้วย ซึ่งสหรัฐอเมริกาได้รับคะแนน TruVal Rating สูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง โดยกองทัพอากาศสหรัฐฯ กองทัพเรือสหรัฐฯ กองทัพบกสหรัฐฯ และนาวิกโยธินสหรัฐฯ ได้รับคะแนน TruVal Rating 242.9, 142.4, 112.6 และ 85.3 ตามลำดับ กองทัพอากาศรัสเซียได้รับคะแนน TruVal Rating 114.2 และกองทัพอากาศอินเดียได้รับคะแนน 69.4
บัญชี X ของพรรคภารตียชนตะ (BJP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลของอินเดีย ได้เฉลิมฉลองการจัดอันดับนี้เมื่อวันเสาร์ โดยระบุว่าเป็น “ช่วงเวลาแห่งความภาคภูมิใจที่กองทัพอากาศอินเดียกลายเป็นกองทัพอากาศที่ทรงพลังที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก” ด้วยจำนวนเครื่องบิน 1,716 ลำ คะแนน TruVal 69.4 และแซงหน้าจีนในการจัดอันดับกำลังทางอากาศทั่วโลก
ในขณะที่ สื่ออินเดีย DNA อ้างรายงานการจัดอันดับของ WDMMA ว่า “จีนถูกตัดออกจากรายชื่อสามประเทศที่มีกองทัพอากาศที่ทรงพลังที่สุด และอินเดียก็ก้าวขึ้นมาได้อย่างน่าประทับใจ” โดยสื่ออินเดียอีกสำนักหนึ่งคือ Business Standard รายงานว่า จากการจัดอันดับของ WDMMA อินเดียยังคงรักษาสมดุลของกำลังพลในฝูงบิน 1,716 ลำ โดยประกอบด้วยเครื่องบินขับไล่ 31.6% เฮลิคอปเตอร์ 29% และเครื่องบินฝึก 21.8% กองทัพอากาศอินเดียจัดหาอุปกรณ์จากหลากหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย ซึ่งสะท้อนถึงสถานะทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อน แต่สื่ออินเดียก็ไม่ได้มองโลกในแง่ดีเสมอไป อาทิ หนังสือพิมพ์ EurAsian Times ระบุในบทความเมื่อวันเสาร์ว่า อันดับของ WDMMA “ทำให้ทุกคนประหลาดใจที่อินเดียจัดอันดับเหนือกว่าจีนในด้านกำลังทางอากาศ” และ “แม้จะเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ได้เห็นกองทัพอากาศอินเดียจัดอันดับเหนือกว่าจีน แต่นิวเดลีก็ไม่ควรปล่อยให้ตัวเองถูกครอบงำ” หนังสือพิมพ์ยังเน้นย้ำว่าอินเดียและจีนเป็นเพื่อนบ้านกัน และการตัดสินใจที่ผิดพลาด การประเมินที่ผิดพลาด หรือความมั่นใจมากเกินไป อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ร้ายแรง
ส่วนหนังสือพิมพ์ EurAsian Times เล่าว่ากองทัพอากาศอินเดียต้องเผชิญกับเครื่องบินที่ผลิตในจีน เช่น J-10CE และ JF-17 รวมถึงขีปนาวุธของจีน เช่น PL-15 ในการปะทะทางอากาศระหว่างปากีสถานและอินเดียในเดือนพฤษภาคม โดยหนังสือพิมพ์ EurAsian Times อ้างอิงรายงานของรอยเตอร์ส อ้างว่าเหตุผลที่กองทัพอากาศอินเดียสูญเสียเครื่องบินไปจำนวนหนึ่งระหว่างสงครามสั้นๆ กับปากีสถานในเดือนพฤษภาคม อาจเป็นเพราะความล้มเหลวของหน่วยข่าวกรองในการประเมินขีดความสามารถที่แท้จริงของขีปนาวุธอากาศสู่อากาศพิสัยไกลของจีน PL-15 ซึ่ง จาง จวินเชอ ผู้เชี่ยวชาญด้านกิจการทหารของจีน ให้ความเห็นว่า ไม่ควรให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่าการจัดอันดับนี้อย่างจริงจัง เนื่องจากมีเพียงขีดความสามารถในการรบจริงของกองทัพเท่านั้น ไม่ใช่กำลังรบตามเอกสาร ที่จะนำมาเปรียบเทียบได้อย่างมีความหมาย รวมทั้งกระแสความนิยมของสื่อสหรัฐฯ และอินเดียบางสำนักอาจมีเจตนาแอบแฝงเพื่อกระตุ้นการแข่งขันระหว่างจีนและอินเดีย พร้อมเตือนว่า การกระทำที่เสี่ยงเช่นนี้อาจนำไปสู่วงจรการคำนวณผิดพลาดที่อันตราย
ประมวลโดย พลโท ไชยสิทธิ์ ตันตยกุล
( ข้อมูลจากเว็บไซต์ https://www.globaltimes.cn/page/202510/1346120.shtml )















