รมว.ศธ. พร้อมสมเด็จธงชัยฯ และ ออท.จีน ปักหมุดยกระดับอาชีวะไทย-จีน สู่มาตรฐานสากล มุ่งขับเคลื่อนโครงการ 210 สาขา ผสานนวัตกรรม 3+1 พัฒนากำลังคนรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ โครงการความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาจีน–ไทย 210 สาขา ครั้งที่ 6 พร้อมร่วมการสัมมนาโครงการความร่วมมือการพัฒนาหลักสูตรอาชีวศึกษาของประเทศไทยให้เป็นมาตรฐานเดียวกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร โดยมี สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (สมเด็จธงชัย) กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง และประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล พร้อมด้วย นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย นายหลี่ จิ้นซง ประธานบริษัทการศึกษานานาชาติ ถังฟง กรุ๊ป และนายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นำคณะผู้บริหารภาครัฐ เอกสาร และผู้แทนสถานศึกษาจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาไทย-จีน รวมถึงผู้บริหารสถานประกอบการจีนเข้าร่วมงานกว่า 250 คน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเครือข่ายความร่วมมือและกำหนดทิศทางการผลิตกำลังคนคุณภาพระดับสากล

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า อาชีวศึกษามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการผลิตและพัฒนากำลังคนให้ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติเข้ามาปรับโฉมเศรษฐกิจโลก ซึ่งโครงการความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาจีน-ไทย 210 สาขา ถือเป็นโมเดลความสำเร็จในการบูรณาการร่วมกันระหว่างภาครัฐ สถานศึกษา และภาคอุตสาหกรรม โดยการประชุมครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญในการกำหนดทิศทางใหม่เพื่อพัฒนาศูนย์สมรรถนะกำลังคนแห่งอนาคต ผ่านสูตรหลักสูตร 3+1 คือ ภาษาไทย ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ และ AI มุ่งเน้นการยกระดับผู้เรียนในสาขายุทธศาสตร์ใหม่ อาทิ ระบบราง ยานยนต์ไฟฟ้า โลจิสติกส์ และพลังงานสะอาด ภายใต้แนวคิด ได้งาน ได้เงิน ได้วุฒิ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศและสร้างโอกาสการทำงานระดับนานาชาติให้แก่เยาวชน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ All for Education ที่ตั้งเป้าหมายสร้างกำลังคนให้ได้ 1 ล้านคนภายในเวลา 5 ปี

สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (สมเด็จธงชัย) กล่าวแสดงความยินดีในความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กับวิทยาลัยอาชีวศึกษาของสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการยกระดับการจัดการเรียนการสอนทวิวุฒิไทย–จีน ให้มีมาตรฐานเดียวกัน เพื่อตอบสนองการพัฒนาอุตสาหกรรมของทั้งสองประเทศ ทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้เทคโนโลยีสมัยใหม่และสามารถเข้าทำงานในสถานประกอบการจีนในประเทศไทยได้ทันทีหลังจากสำเร็จการศึกษา นอกจากนี้ ศูนย์แลกเปลี่ยนและส่งเสริมความร่วมมือด้านภาษาจีนระหว่างประเทศ กระทรวงศึกษาธิการจีน (CLEC) ยังได้ร่วมกับ สอศ. จัดตั้ง สถาบันภาษาจีนและการศึกษาอบรมด้านเทคนิคและอาชีวะ แห่งแรกของโลกขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2566 ณ สำนักพัฒนาสมรรถนะครูและบุคลากรอาชีวศึกษา ซึ่งสะท้อนถึงความร่วมมือเชิงลึกที่ยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการบูรณาการเรียนการสอนภาษาจีนควบคู่ไปกับวิชาชีพอันจะก่อประโยชน์สูงสุดต่อประเทศไทย
ขณะที่ นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ย้ำว่า ฝ่ายจีนพร้อมสนับสนุนความร่วมมือและเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนในทุกระดับอย่างเต็มที่ โดยมุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตและสาขาเกิดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ (AI) เศรษฐกิจดิจิทัล การผลิตขั้นสูง ตลอดจนการพัฒนาสีเขียวและคาร์บอนต่ำ เนื่องจากทั้งสองประเทศต่างมีจุดแข็งทางอุตสาหกรรมและศักยภาพด้านทรัพยากรมนุษย์ที่เกื้อหนุนกันอย่างลงตัว พร้อมคาดหวังให้สถานศึกษาและภาคธุรกิจเดินหน้าส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสถาบันและสถานประกอบการให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น เพื่อร่วมกันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่นที่มีคุณภาพ ให้อาชีวศึกษาเป็นกลไกขับเคลื่อนการค้า การบริการ และเป็นสะพานเชื่อมมิตรภาพให้อบอุ่นแน่นแฟ้นดังคำกล่าว จีน-ไทย มิใช่อื่นไกล พี่น้องกัน ตลอดไป
ทางด้าน นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวเสริมถึงผลการดำเนินงานโครงการทวิวุฒิไทย–จีน ตลอดระยะเวลากว่า 7 ปีที่ผ่านมาว่า สอศ. ได้ร่วมมือกับบริษัท ถัง อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็ดดูเคชั่น แอนด์ เทคโนโลยี จำกัด และสถาบันการศึกษาในจีนอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับทุนการศึกษาสนับสนุนรวมกว่า 3,421 ทุน ครอบคลุมสาขาเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ ล่าสุดได้มีการประกาศใช้หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง พุทธศักราช 2567 (ทวิวุฒิไทย–จีน) จำนวน 19 สาขาวิชา ซึ่งเริ่มนำมาจัดการเรียนการสอนจริงแล้วตั้งแต่ปีการศึกษา 2568 เป็นต้นมา ถือเป็นก้าวสำคัญที่ยกระดับมาตรฐานวิชาชีพไทยสู่นานาชาติ สำหรับการประชุมครั้งที่ 6 นี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8–9 มิถุนายน 2569 ซึ่งภายในงานมีกิจกรรมหลักในการนำเสนอผลสำเร็จโครงการ การลงนามความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการจัดตั้งศูนย์ความร่วมมือบูรณาการอุตสาหกรรมและการศึกษาเพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม


















