ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ โดย อาจารย์เหยา ซ่วย กระทรวงพาณิชย์ สาธารณรัฐประชาชนจีน

42

จีนเผยบทบาทสำคัญในการสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนา เสริมสร้างศักยภาพรอบด้าน ย้ำหลักมิตรภาพเหนือผลประโยชน์

ปักกิ่ง – เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2568 เวลา 09.00 น. อาจารย์เหยา ซ่วย (Yao Shuai) ผู้ช่วยนักวิจัยจากสถาบันวิจัยความร่วมมือทางการค้าและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้เปิดเผยถึงบทบาทสำคัญของจีนในการส่งเสริม “ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ” โดยย้ำว่าจีนให้ความสำคัญกับการสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาให้มีความเข้มแข็งในทุกมิติ พร้อมชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างแนวทางการให้ความช่วยเหลือของจีนและชาติตะวันตก

อาจารย์เหยา ซ่วย ซึ่งมีประสบการณ์กว่า 15 ปี ได้บรรยายพิเศษในหัวข้อดังกล่าวให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการพัฒนาทักษะผู้สื่อข่าวและสื่อมวลชนไทย จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน โดยได้รับการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย และศูนย์การศึกษาและฝึกอบรม สำนักสารนิเทศต่างประเทศแห่งประเทศจีน (CICG) ในโอกาสนี้ ผศ.ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ ประธานหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน และที่ปรึกษาหลักสูตรผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย-จีน ได้นำคณะผู้เข้าอบรมเข้าร่วมรับฟังการบรรยายอันเป็นประโยชน์นี้

อาจารย์เหยา ซ่วย ได้เริ่มต้นด้วยการอธิบายถึงวิวัฒนาการของนโยบายความช่วยเหลือต่างประเทศของจีน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1950 จนถึงปัจจุบัน โดยเน้นย้ำถึงแนวคิดที่สื่อสารถึง “ความผูกพัน” และ “ความเป็นครอบครัวเดียวกัน” ระหว่างจีนและประเทศที่ได้รับการช่วยเหลือ ผ่านสัญลักษณ์รูปทรงคล้ายปมเชือกแบบจีนโบราณ ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์ของโครงการความช่วยเหลือจากรัฐบาลจีนไปยังต่างประเทศ สื่อความหมายถึงมิตรภาพ ความสามัคคี และการเติบโตร่วมกันอย่างใกล้ชิด

ในช่วงปี ค.ศ. 1950–1964 จีนได้เริ่มต้นให้ความช่วยเหลือแก่เวียดนามและเกาหลี ภายใต้หลักการความเสมอภาคและผลประโยชน์ร่วมกัน โดยยึดถือ “หลักการ 8 ประการ” อันได้แก่ การเคารพอธิปไตยของประเทศผู้รับความช่วยเหลือ, การให้กู้เงินปลอดดอกเบี้ยหรือดอกเบี้ยต่ำ, และการสนับสนุนการพึ่งพาตนเอง เป็นต้น ซึ่งหลักการเหล่านี้ยังคงได้รับการยึดมั่นและนำมาใช้จนถึงปัจจุบัน ในวาระครบรอบ 75 ปี ของความช่วยเหลือระหว่างประเทศของจีน

โครงการที่ได้รับการกล่าวขานมากที่สุดในประวัติศาสตร์ความร่วมมือระหว่างจีนและประเทศกำลังพัฒนาคือ “โครงการรถไฟแทนซาเนีย-แซมเบีย” (TAZARA Railway) ซึ่งเริ่มต้นก่อสร้างในช่วงต้นทศวรรษ 1970 หลังจากที่ประเทศในแอฟริกาถูกปฏิเสธความช่วยเหลือจากธนาคารโลกและญี่ปุ่น จีนได้ยื่นมือเข้ามาให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ แม้ในขณะนั้นจีนเองก็ต้องเผชิญกับความท้าทายด้านทรัพยากรและเทคโนโลยี จีนได้ส่งผู้เชี่ยวชาญและแรงงานจำนวนมากไปยังพื้นที่ก่อสร้าง ซึ่งมีผู้เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติงานกว่า 60 คน ปัจจุบัน รถไฟสายนี้ยังคงใช้งานอยู่ แม้จะต้องมีการบูรณะอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ จีนยังให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์อย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 60 ปี เช่น การส่งแพทย์และพยาบาล และการถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการแพทย์

ต่อมาในทศวรรษ 1990 จีนได้ขยายแหล่งเงินทุนให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น รวมถึงการให้กู้ดอกเบี้ยต่ำ และตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา จีนได้ขยายโครงการขนาดใหญ่ไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก อาทิ การจัดนิทรรศการจีน-อาเซียน และการริเริ่มโครงการ “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” (Belt and Road Initiative) ในปี 2013 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมความเชื่อมโยงและการพัฒนาระดับภูมิภาคและระดับโลก ต่อมาในปี 2018 จีนได้ก่อตั้งสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของจีน เพื่อให้การดำเนินงานด้านความช่วยเหลือมีประสิทธิภาพและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น

ในปี ค.ศ. 2021 ประธานาธิบดี สีจิ้น ผิง ของจีน ได้กล่าวสุทรพจน์สำคัญในงานประชุม Forum on China-Africa Cooperation (FOCAC) และได้เสนอข้อริเริ่ม “8 ด้านการช่วยเหลือ” เพื่อสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาอย่างครอบคลุม ประกอบด้วย การต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโรค, การลดความยากจนและส่งเสริมการเกษตร, การส่งเสริมการค้า, การส่งเสริมการลงทุน, การเสริมสร้างนวัตกรรมดิจิทัล, การส่งเสริมการพัฒนาสีเขียว (Green Development), การเสริมสร้างขีดความสามารถ (Capacity Building) และการส่งเสริมความร่วมมือด้านสันติภาพและความมั่นคง ข้อริเริ่มเหล่านี้ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของจีนในการช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาในทุกมิติ ตั้งแต่สาธารณสุข เศรษฐกิจ เทคโนโลยี ไปจนถึงความมั่นคง เพื่อร่วมกันสร้าง “ชุมชนแห่งอนาคตร่วมกัน” ในระดับโลก โดยข้อริเริ่มดังกล่าวยังสอดคล้องและเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับ 17 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals – SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ

อาจารย์เหยา ซ่วย ได้เน้นย้ำถึงปรัชญาสำคัญในการให้ความช่วยเหลือของจีนว่า “สอนการจับปลาให้ผู้คนพึ่งพาตนเอง และฝึกอบรมทรัพยากร เทคโนโลยีเพื่อเสริมสร้างการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน”

นอกจากนี้ อาจารย์เหยา ซ่วย ยังได้อธิบายถึงรูปแบบของเงินทุน 3 ประเภทที่จีนใช้ในการให้ความช่วยเหลือ ได้แก่ เงินช่วยเหลือเพื่อสวัสดิการ, เงินกู้ปลอดดอกเบี้ยสำหรับโครงการสาธารณูปโภค โดยมีเงื่อนไขผ่อนผันการชำระหนี้ และเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยจีนมีนโยบายที่ยืดหยุ่นในการจัดการกับปัญหาการชำระหนี้ เช่น การยกหนี้ในบางกรณีตามข้อตกลงระหว่างประเทศ

ในประเด็นเปรียบเทียบแนวทางการให้ความช่วยเหลือระหว่างประเทศ อาจารย์เหยา ซ่วย ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา โดยระบุว่า จีนยึดแนวทาง “รัฐต่อรัฐ” และให้ความสำคัญกับการพิจารณาความต้องการที่แท้จริงของประเทศผู้ขอรับการช่วยเหลือ ในขณะที่สหรัฐอเมริกามักดำเนินการผ่านองค์กร NGO และเลือกให้ความช่วยเหลือในโครงการที่สหรัฐฯ ให้ความสนใจเป็นหลัก

ส่วนกรณีการก่อสร้างอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่มีบริษัทจีน ไชน่าเรลเวย์ นัมเบอร์ 10 ร่วมลงทุนนั้น อาจารย์เหยา ซ่วย ยอมรับว่าข้อมูลที่ตนเองได้รับยังมีจำกัด เนื่องจากจีนได้รับรายงานข่าวในประเด็นนี้น้อย แต่ยืนยันว่าโครงการดังกล่าวไม่ได้อยู่ในขอบข่ายโครงการความช่วยเหลือของจีน และแหล่งเงินทุนมาจากประเทศไทยเอง

อาจารย์เหยา ซ่วย ยังได้ย้ำถึงนโยบายทางการทูตของจีนในการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประเทศกำลังพัฒนาผ่านการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟ โดยจีนจะพิจารณาจากความต้องการของประเทศนั้นๆ เป็นอันดับแรก ก่อนที่จะตัดสินใจให้ความช่วยเหลือ และรูปแบบความช่วยเหลือก็ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การสร้างทางรถไฟเท่านั้น อาจารย์เหยา ซ่วยแสดงความเห็นใจต่อสถานการณ์ที่ข่าวสารเกี่ยวกับกิจกรรมต่างๆ ของจีนมักถูกตั้งข้อสังเกตและจับตามองจากทั่วโลก ซึ่งบางครั้งลักษณะของการรายงานข่าวก็อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่บานปลาย

อาจารย์เหยา ซ่วย กล่าวย้ำว่า หลักการสำคัญในการให้ความช่วยเหลือของจีนคือการยึดหลัก “วิน-วิน” หรือการได้รับประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย โดยวิธีการดำเนินงานระหว่างประเทศนั้นมุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้น ไม่เพียงแต่ในด้านเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังรวมถึงด้านสาธารณสุข การรักษาพยาบาล และการอำนวยความสะดวกทางการแพทย์ ซึ่งถือเป็นการให้ความช่วยเหลือที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย

เมื่อถูกถามย้ำถึงแรงจูงใจและเงื่อนไขในการเข้าไปลงทุนและให้ความช่วยเหลือในประเทศกำลังพัฒนา อาจารย์เหยา ซ่วย ยืนยันว่านโยบายการช่วยเหลือของจีนยึดมั่นในหลักการความเป็นเพื่อนและผลประโยชน์ร่วมกัน บนพื้นฐานของความเข้าใจซึ่งกันและกัน โดยให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์และมิตรภาพระหว่างประเทศเป็นอันดับแรก ส่วนผลประโยชน์นั้นมาเป็นลำดับถัดมา จีนยึดมั่นในหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น แต่จะมุ่งเน้นการให้ความช่วยเหลือเพื่อให้โครงการที่ประเทศนั้นๆ ต้องการประสบความสำเร็จ โดยรูปแบบการให้ความช่วยเหลือของจีนนั้นเป็นการดำเนินการระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล ในขณะที่ประเทศในแถบยุโรปมักให้ความช่วยเหลือผ่านองค์กร NGO นอกจากนี้ อาจารย์เหยา ซ่วย ยังสังเกตว่าในช่วงที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาได้มีการปรับลดงบประมาณการให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศต่างๆ ในขณะที่จีนยังคงยืนหยัดในการให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง โดยไม่เปลี่ยนแปลงตามกระแสของสหรัฐอเมริกา

ในช่วงท้ายของการบรรยาย อาจารย์เหยา ซ่วย ได้กล่าวถึงรูปแบบความร่วมมือด้านการพัฒนาระหว่างประเทศของจีนในด้านทรัพยากรบุคคล ซึ่งรวมถึงโครงการฝึกอบรมแบบทวิภาคีที่มีนักศึกษาจากหลากหลายประเทศเข้าร่วม เพื่อต่อยอดองค์ความรู้และนำกลับไปพัฒนาประเทศของตนเอง นอกจากนี้ จีนยังส่งผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ไปยังประเทศเป้าหมายเพื่อจัดการฝึกอบรมต่างๆ โดยในแต่ละปีมีผู้เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมกว่า 40,000 คน ซึ่งครอบคลุมการพัฒนาศักยภาพให้กับกลุ่มวิชาชีพต่างๆ ทั้งในประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตและประเทศที่ยังไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน

อาจารย์เหยา ซ่วย ได้ยกตัวอย่างความช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรม เช่น การให้ความช่วยเหลือแก่เมียนมาและไทยที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งล่าสุด โดยจีนได้มอบเงินช่วยเหลือฉุกเฉินจำนวน 100 ล้านหยวน พร้อมทั้งจัดส่งวัสดุและทีมกู้ภัยระดับสูงไปให้ความช่วยเหลือ และยังคงให้การสนับสนุนทุนช่วยเหลือระยะยาว รวมถึงส่งทีมประสานงานด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น การจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือหน่วยกู้ภัยในพื้นที่ นอกจากนี้ จีนยังได้ให้ความช่วยเหลือในหลากหลายรูปแบบมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

อาจารย์เหยา ซ่วย กล่าวทิ้งท้ายว่า การพัฒนาเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยจีนมุ่งเน้นไปที่ 3 ประการหลัก ได้แก่ การส่งเสริมการสร้างชุมชนที่มีอนาคตร่วมกันสำหรับมนุษยชาติ (ผ่านข้อริเริ่ม Global Development Initiative – GDI, Global Security Initiative – GSI, และ Global Civilization Initiative – GCI), การส่งเสริมการดำเนินการตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (โดยเน้นที่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน) และการสนับสนุนพหุภาคีและความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่มีคุณภาพสูง (ผ่านความช่วยเหลือกับการค้าและการลงทุน ความร่วมมือไตรภาคี และการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน)

การบรรยายในครั้งนี้เป็นไปอย่างคึกคัก ผู้เข้าร่วมอบรมต่างให้ความสนใจและตั้งคำถามถึงประเด็นการให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศกำลังพัฒนาของจีน ท่ามกลางกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความกระตือรือร้นในการเรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับจีนในหลากหลายมิติ และถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างสะพานแห่งมิตรภาพและความเข้าใจอันดีระหว่างไทยและจีนในอนาคต