สื่อไทยศึกษา BRI และบทบาทอาเซียนในภูมิรัฐศาสตร์โลก ณ กรุงปักกิ่ง

62

สื่อไทยเจาะลึก BRI และบทบาทอาเซียนในสมรภูมิภูมิรัฐศาสตร์โลก ณ กรุงปักกิ่ง พร้อมรับฟังข้อมูลเชิงลึกด้านวัฒนธรรมและสังคมจีน

ปักกิ่ง, สาธารณรัฐประชาชนจีน – เมื่อวันเสาร์ที่ 10 พฤษภาคม 2568 คณะผู้สื่อข่าวและนักวิชาการไทยในโครงการพัฒนาทักษะผู้สื่อข่าวและสื่อมวลชนไทย (สบทจ.1) ของสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน ได้รับฟังการบรรยายที่เจาะลึกและรอบด้านจากนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิสองท่าน ณ กรุงปักกิ่ง โดยในช่วงเช้า รองศาสตราจารย์ ดร.จาเหวิน แห่งสถาบันวิเทศสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยกิจการต่างประเทศจีน ได้บรรยายพิเศษในหัวข้อ “ความแน่นอน ท่ามกลางความไม่แน่นอน: ‘หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง’ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ขณะที่ในช่วงบ่าย ศาสตราจารย์ ดร.จรัสศรี จิรภาส อาจารย์ประจำสถาบันเอเชียศึกษา มหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศปักกิ่ง ได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับวัฒนธรรม สังคม และการพัฒนาของจีน

รศ.ดร.จาเหวิน ชี้ BRI ประสบความสำเร็จสูง – ย้ำอาเซียนมีอิสระทางยุทธศาสตร์ พร้อมแจงวาทะกรรม “การทูตเงินกู้”

ในช่วงเช้า คณะผู้เข้าร่วมอบรมได้รับฟังการบรรยายจาก รศ.ดร.จาเหวิน (Zha Wen) นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งสถาบันวิเทศสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยกิจการต่างประเทศจีน โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงศ์ ปราบใหญ่ ประธานหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน และที่ปรึกษาหลักสูตรผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย-จีน ในฐานะหัวหน้าคณะฯ นำคณะเข้ารับฟัง

รศ.ดร.จาเหวิน มีประวัติการศึกษาและผลงานวิชาการที่โดดเด่น จบการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ท่านเป็นผู้เขียนหนังสือที่ได้รับการยอมรับในวงวิชาการระดับนานาชาติ อาทิ “Southeast Asia Encountered” (2022) ซึ่งจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์สังคมศาสตร์จีน และ “Individual Choice and State-Led Nationalist Mobilization in China: Self-Interested Patriots” (2015) จากสำนักพิมพ์ Springer นอกจากนี้ ผลงานวิจัยของท่านยังได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการชั้นนำมากมาย เช่น World Economics and Politics, Contemporary Asia-Pacific, Pacific Review, และ International Relations of Asia Pacific เป็นต้น

ในการบรรยายครั้งนี้ รศ.ดร.จาเหวิน ได้วิเคราะห์ถึงภูมิทัศน์ทางภูมิรัฐศาสตร์โลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนทางนโยบายและการค้าระหว่างประเทศ ท่านชี้ให้เห็นว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างยิ่งท่ามกลางกระแสความผันผวนนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าในภูมิภาคเอเชียเมื่อเดือนที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศในกลุ่มอาเซียนที่พึ่งพาการส่งออก ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนลดลง และส่งผลให้ IMF และ WTO ปรับลดประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคและโลก

อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.จาเหวิน ได้เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” (Belt and Road Initiative: BRI) ที่จีนเป็นผู้ริเริ่ม ว่ายังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเสถียรภาพและความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจโลกในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โครงการ BRI ได้มีการลงนามข้อตกลงกว่า 200 ฉบับกับ 152 ประเทศ และ 32 องค์กรระหว่างประเทศ มูลค่าการลงทุนรวมทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยกว่า 600,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โครงการสำคัญอย่างรถไฟจีน-ลาว และรถไฟจาการ์ตา-บันดุง สามารถดำเนินการสำเร็จได้แม้ในช่วงวิกฤตการณ์โควิด-19 โดยธนาคารโลกประเมินว่า BRI ช่วยลดเวลาในการเดินทางลง 12% เพิ่มรายได้ประชาชน 3.4% และยกระดับคุณภาพชีวิตในภูมิภาค

นอกจากนี้ รศ.ดร.จาเหวิน ยังได้ยกตัวอย่างความสำเร็จของโครงการรถไฟจีน-ยุโรป ที่เชื่อมโยง 227 เมืองใน 25 ประเทศ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่ช่วยรักษาเสถียรภาพด้านอุปทานในช่วงวิกฤต และยังมีข้อดีด้านเศรษฐกิจสีเขียวอีกด้วย ท่านยังกล่าวว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นจุดเริ่มต้นและความร่วมมือต้นแบบของ BRI โดยจีนให้ความสำคัญกับภูมิภาคนี้ในเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากเป็นเส้นทางการขนส่งสำคัญผ่านช่องแคบมะละกาและทะเลจีนใต้ การเยือนประเทศต่างๆ ในภูมิภาคของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ก็เป็นการตอกย้ำถึงยุทธศาสตร์ “เพื่อนบ้านมาก่อน” ของจีน

รศ.ดร.จาเหวิน อ้างอิงผลสำรวจของสถาบันเอเชียอาคเนย์ (ISEAS-Yusof Ishak Institute) ในสิงคโปร์ ปี 2024 ที่ชี้ให้เห็นว่า 59.5% ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าจีนมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์มากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในประเทศไทย ที่ผู้ตอบมากกว่า 70% มองว่าจีนมีอิทธิพลเหนือกว่าสหรัฐฯ แล้ว ท่านยังได้กล่าวถึงความสำเร็จของโครงการรถไฟจีน-ลาว ที่ช่วยลดระยะเวลาการส่งออกผลไม้ไทย และโครงการรถไฟความเร็วสูงจีน-ไทย ที่กำลังเร่งดำเนินการก่อสร้าง

ในประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับ “การทูตเงินกู้” โดยเฉพาะกรณีของศรีลังกา รศ.ดร.จาเหวิน ได้ชี้แจงว่า เงินกู้จากจีนคิดเป็นเพียง 10% ของหนี้ทั้งหมดของศรีลังกา ขณะที่กว่า 47% มาจากสถาบันการเงินตะวันตก และข้อกล่าวหานี้เป็นเพียง “วาทกรรม” มากกว่า “ข้อเท็จจริง” สำหรับประเทศไทย รศ.ดร.จาเหวิน กล่าวว่า ไทยไม่มีเงินกู้จากจีน และเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งของจีนในด้านความร่วมมือแบบยั่งยืน โดยไม่ขึ้นกับอำนาจทางทหารหรือค่านิยมแบบที่สหรัฐฯ เน้นย้ำ ท่านสรุปว่า ท่ามกลางความผันผวนของโลก BRI ยังคงเป็นเสาหลักที่เสริมสร้างความมั่นคงให้กับเศรษฐกิจโลก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะยังคงเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญในการกำหนดอนาคตโลก

ในช่วงท้ายของการบรรยาย รศ.ดร.จาเหวิน ได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมอบรมซักถามและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเปิดกว้าง โดยเน้นย้ำถึงความสำเร็จของ BRI และศักยภาพที่จะเติบโตยิ่งขึ้นในอนาคต แม้จะมีความท้าทายจากสถานการณ์โลก แต่ BRI มีความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวเพื่อเป้าหมาย “อนาคตร่วมกันที่ดีขึ้น” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อถูกถามถึงบทบาทของประเทศอาเซียนในโครงการ BRI รศ.ดร.จาเหวิน ยืนยันว่า จีนให้ความสำคัญกับทุกประเทศในอาเซียนอย่างเท่าเทียมกัน แม้ว่าสิงคโปร์จะเป็นศูนย์กลางทางการเงินและมีการลงทุนจากจีนมากที่สุดก็ตาม สำหรับข้อกังวลเรื่อง “การพึ่งพาจีนมากเกินไป” ท่านกล่าวในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่า ประเทศในภูมิภาคนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานในการรักษาสมดุลอำนาจระหว่างประเทศมหาอำนาจ และไม่เคยผูกติดกับประเทศใดประเทศหนึ่งอย่างเด็ดขาด ท่านยังอธิบายถึงลักษณะ “วัฒนธรรมยุทธศาสตร์” ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เน้น “ความยืดหยุ่น” และการทูตที่สมดุล เช่น “การทูตแบบไม้ไผ่” ของไทย และการที่เวียดนามเริ่มใช้แนวทางการทูตในลักษณะเดียวกัน “ประเทศเล็กหรือประเทศขนาดกลางในภูมิภาคนี้มักมีทางเลือกอยู่เสมอ และจีนก็ไม่ใช่พันธมิตรเพียงหนึ่งเดียว” รศ.ดร.จาเหวิน กล่าว ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า แม้ BRI จะเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของจีน แต่ประเทศในอาเซียนยังคงรักษาอธิปไตยเชิงยุทธศาสตร์และเลือกทิศทางที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อตนเองอย่างระมัดระวังและยืดหยุ่น

ศ.ดร.จรัสศรี เจาะลึกวัฒนธรรม สังคม และการศึกษาจีน ผ่านประสบการณ์ตรง

ในช่วงบ่าย คณะผู้เข้าร่วมอบรมได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.จรัสศรี จิรภาส อาจารย์ประจำสถาบันเอเชียศึกษา มหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศปักกิ่ง ในหัวข้อ “ประเทศจีนในสายตาของฉัน” โดยท่านได้ถ่ายทอดประสบการณ์และข้อคิดเห็นเกี่ยวกับประเทศจีนในหลากหลายมิติอย่างเป็นกันเอง

ศาสตราจารย์ ดร.จรัสศรี ได้นำเสนอภาพถ่ายและเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับวัฒนธรรม สังคม การท่องเที่ยว และระบบการศึกษาของจีน ท่านยกตัวอย่างการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติอย่าง “แกรนด์แคนยอนแห่งจีน” ที่มีการจัดการอย่างยั่งยืน รวมถึงบทบาทของ “พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น” ในการส่งต่อความรู้และวัฒนธรรม โดยมีการสอดแทรกแนวคิดและคำกล่าวของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศ

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ แนวคิด “ความงามทั้งภายในและภายนอก” ที่เน้นการพัฒนาคุณธรรม จิตใจ ภาษา การกระทำ และสภาพแวดล้อมของประชาชน นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ ดร.จรัสศรี ยังได้แลกเปลี่ยนถึงความเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพในจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนา “การปฏิวัติห้องน้ำสาธารณะของจีน” ซึ่งมีการลงทุนและนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและภาพลักษณ์ของประเทศ

ในด้านการศึกษา ศาสตราจารย์ ดร.จรัสศรี กล่าวว่า จีนให้ความสำคัญกับการศึกษาอย่างมาก โดยมีนโยบายเรียนฟรี 9 ปี และให้การสนับสนุนนักเรียนต่างชาติอย่างเต็มที่ ปัจจุบันมีนักเรียนไทยศึกษาต่อในจีนกว่า 600 คน ท่านยังกล่าวถึงความสำเร็จของจีนที่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มาจากการมีผู้นำที่เข้มแข็ง มีวิสัยทัศน์ และความสามารถในการวางแผนระยะยาว พร้อมเน้นย้ำถึงความมั่นคงและความปลอดภัยในประเทศจีน

ศาสตราจารย์ ดร.จรัสศรี ยังได้นำเสนอหนังสือ “จีนโต ฉันตาม (แทบไม่ทัน)” ที่ถ่ายทอดประสบการณ์ตรงในการใช้ชีวิตและศึกษาในประเทศจีน โดยนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิต การศึกษา วัฒนธรรม ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และการพัฒนาของจีนในยุคปัจจุบัน

บรรยากาศการบรรยายในช่วงบ่ายเป็นไปอย่างอบอุ่นและมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสนุกสนาน โดยหัวข้อนี้ถือเป็นการบรรยายสุดท้ายของโครงการอบรม สบทจ.1 ซึ่งจะมีพิธีปิดหลักสูตรและมอบประกาศนียบัตรในวันพรุ่งนี้ (11 พฤษภาคม 2568)